รู้จัก “ซูโม่” กีฬาที่มีมาตั้งแต่โบราณของประเทศ “ญี่ปุ่น”
เขียนโดย Benri
“ญี่ปุ่น” ประเทศที่เจริญก้าวหน้า ด้านเทคโนโลยีติดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกและเต็มไปด้วยความทันสมัยทางด้านแฟชั่น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังคงอนุรักษ์ประเพณี วัฒนธรรม กีฬาที่มีมาตั้งแต่โบราณไว้ จึงเป็นสังคมที่ผสมผสานอดีต และปัจจุบันได้อย่างลงตัว ถ้าใครไปญี่ปุ่น นอกจากเยี่ยมชมธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ทริปท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในเดือนกันยายนก็คือ "การแข่งขันซูโม่" ประจำฤดูใบไม้ร่วง
“ซูโม่” นั้นแต่เดิมว่ากันว่ามีจุดกำเนิดมาจากการเป็นหนึ่งในพิธีกรรมเพื่อบูชาเทพเจ้าหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยว ด้วยการแสดงท่าทางการการปล้ำกันระหว่างชายสองคน ซึ่งตรงกับตำนานของญี่ปุ่นโบราณในเรื่องของเทพเจ้าที่ต่อสู้กัน ดังนั้นการแสดงนี้จะทำให้เทพเจ้าพึงพอใจ และช่วยให้ผลผลิตในปีต่อ ๆ ไปนั้นดีขึ้นไปอีกนั่นเอง
ในระยะเริ่มแรกนั้นจัดว่า “ซูโม่” เป็นพิธีกรรมมากกว่า และเรื่องขนาดตัวของผู้ร่วมพิธีก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะต้องมีน้ำหนักมากแต่อย่างใด จนเข้าสู่ศตวรรษที่ 8 ในสมัยของเฮอัน ได้มีการคัดเลือกเหล่าทหารที่มีร่างกายสมบูรณ์และใหญ่โตเพื่อมาเป็นนักมวยปล้ำเข้ามาต่อสู้กันภายในพระราชวังเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับเหล่าชาววังทั้งหลายจนเป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมาก และเริ่มต้นมีพิธีการมากขึ้น รวมทั้งเหล่า “ซูโม่” ก็เริ่มมีความนิยมในการเพิ่มน้ำหนักตัวกันเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
หลังจากนั้นเหล่า “ซูโม่” กลายมาเป็นอีกหนึ่งในนักรบที่เป็นทั้งสิ่งเชิดชูเกียรติ และเป็นนักรบให้กับเหล่านักรบซามูไรชั้นสูงหรือไดเมียวในช่วงที่บ้านเมืองวุ่นวายเพราะสงครามกลางเมือง เมื่อเข้าสู่ยุคโอเดะ พวกเขาก็กลายมาเป็นเหล่านักสู้บนสังเวียนอย่างแท้จริง และได้มีพิธีการที่อิงแอบกับศาสนาชินโตอย่างแยกไม่ออก จนทุกวันนี้กลายมาเป็นอีกหนึ่งในวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่แสดงออกถึงความแข็งแกร่งและการต่อสู้เพื่อประสบความสำเร็จ
ในทางประเพณีนักกีฬา “ซูโม่” จะมีแต่ผู้ชายเท่านั้น ซึ่งนักมวยปล้ำ “ซูโม่” นั้น จะเรียกว่า “ริชิกิ” ในญี่ปุ่นจะมีนักกีฬา “ซูโม่” ประมาณ 660 คนในญี่ปุ่นกระจายอยู่ทั่วโรงฝึก 47 แห่งในญี่ปุ่น ซึ่งโรงฝึกจะมีชื่อเรียกว่า “เฮยะ” ครูฝึกจะเรียกว่า “โอยะคาตะ” ส่วนใหญ่จะเป็นอดีตนักกีฬาซูโม่ระดับสูงที่ลาสังเวียนแล้ว
สำหรับการจะมาเป็น “นักซูโม่” ตั้งแต่อดีตนั้นจะคัดเลือกมาจากเหล่าทหารที่มีร่างกายที่แข็งแรงและใหญ่โต แต่พอเข้าสู่สมัยเอโดะ เมื่อ “ซูโม่” กลายเป็นเกมส์กีฬาแล้วก็มีการคัดเลือกเหล่าเด็กชายที่ต้องการฝึกเข้ามาสู่การฝึกเป็น “ซูโม่” และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงนั้นการจะมาเป็น “ซูโม่” ก็มาจากบรรดาเด็กบ้านนอกของญี่ปุ่นที่เข้ามายังโตเกียวเพื่อต้องการมาฝึกเป็น “ซูโม่” โดยมีความหวังว่าเมื่อมีชื่อเสียงแล้วจะมีเงินทองและความสบายในชีวิต ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ
สำหรับย่านเรียวโกกุ ในกรุงโตเกียว นั้นนับว่าเป็นย่านแห่ง “ซูโม่” อย่างแท้จริงและเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่นที่น่ามาเที่ยวชม โดยย่านแห่งนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ในยุคเอโดะตั้งอยู่ริมแม่น้ำซุมิดะ เป็นที่ตั้งค่ายฝึก “ซูโม่” หรือที่เรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า เฮย์ยะกว่า 40 แห่งด้วยกัน ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถพบกับ “ซูโม่” ตัวเป็น ๆ ในย่านแห่งนี้ได้ และในย่านนี้ก็ยังเป็นที่ตั้งของสนามกีฬาเรียวโงกุ โคกุงิกัง ซึ่งเป็นสถานที่แข่งขัน “ซูโม่” 3 รายการจาก 6 รายการประจำปีอีกด้วย
“นักมวยปล้ำซูโม่” ต้องสูงอย่างน้อย 167 ซม มีน้ำหนักอย่างน้อย 67 ก.ก. คนที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องเรียนจบมัธยมปลาย อยู่ในช่วงอายุ 18 - 22 ปี ต้องผ่านการตรวจเลือดเพื่อเช็คสภาพร่างกาย ไม่เป็นโรคใด ๆ “นักมวยปล้ำซูโม่” จะฝึกกันที่สนามต่อสู้คือ “โดเฮียว” เป็นสนามทรายรูปวงกลม ซึ่งวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 4.5 ม. ตรงกลางจะมีเส้นสองเส้น เรียกว่า ชิคิริ – เซน ซึ่งนักมวยปล้ำจะยืนอยู่หลังเส้นนี้ ในสนามแข่งใหญ่ๆ อาจมีหลังคาที่คล้ายกับหลังคาศาลเจ้าก็ได้
ในแต่ละปีจะมีการแข่งขัน “ซูโม่” 6 ครั้ง 3 ครั้งจะจัดที่โตเกียว (ในเดือนมกราคม พฤษภาคม และกันยายน) และอีกแห่งละ 1 ครั้ง ที่โอซาก้า (มีนาคม) นาโงยา (กรกฎาคม) และฟุกุโอะกะ(พฤศจิกายน) การแข่งขันจะเริ่มในวันอาทิตย์และแข่งติดต่อกันนาน 15 วัน ซึ่งจะไปสิ้นสุดที่วันอาทิตย์อีกเช่นกัน ส่วนเซกิโทริ ทำการแข่งขัน 1 ครั้งต่อ 1 วัน ขณะที่ “นักปล้ำซูโม่” ที่มีอันดับต่ำ จะทำการแข่งขันเพียงแค่ 7 ครั้ง โดยเฉลี่ยแล้วจะทำการแข่งขัน 1 ครั้งต่อ 2 วัน
“การแข่งขันซูโม่” จะไม่มีการแบ่งรุ่นตามน้ำหนัก “นักซูโม่” ที่ตัวเล็กสุดอาจต้องต่อสู้กับ “นักซูโม่” ที่ตัวใหญ่สุดอย่างช่วยไม่ได้ เป้าหมายของ “นักซูโม่” คือการล้มคู่ต่อสู้ให้ลงไปนอนบนพื้นสังเวียน หรือให้ก้าวเท้าออกไปนอกวงให้ได้ ผู้ชนะการแข่งขัน “ซูโม่” คือ 1. นักมวยปล้ำคนแรกที่บังคับให้ฝ่ายตรงข้ามก้าวออกมาจากวงแหวน หรือ 2. นักมวยปล้ำคนแรกที่บังคับให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายฝ่ายตรงข้ามนอกเหนือจากฝ่าเท้าสัมผัสพื้นดิน และในบางโอกาสผู้ตัดสินอาจให้ชัยชนะแก่นักมวยปล้ำที่สัมผัสพื้นก่อนก็ต่อเมื่อ “นักซูโม่” ทั้งสองสัมผัสพื้นดินแทบจะพร้อมกัน แต่ “นักซูโม่” ที่แตะพื้นทีหลังไม่มีโอกาสชนะหรือหมดทางสู้ เป็นเพราะฝ่ายตรงข้ามเหนือกว่า นักมวยปล้ำที่แพ้ในกรณีนี้เรียกว่า “ศพ” (Shini-Tai)
นอกจากนี้ยังมีกฎที่ไม่ค่อยได้ใช้แต่สามารถนำมาหาผู้ชนะ อย่างนักมวยปล้ำที่ใช้เทคนิคผิดกติกา (Kinjite) จะถูกปรับแพ้ เช่น การรัดเข็มขัด (Kawashi) ไม่เรียบร้อย หรือ ไม่สามารถมาปรากฏตัวในการแข่งขัน (ซึ่งรวมถึงการบาดเจ็บด้วย) ก็จะถูกปรับแพ้ (Fusenpai) หลังจากประกาศชื่อผู้ชนะ ผู้ตัดสินด้านล่าง (Gyoji) จะระบุถึงเทคนิคที่ใช้เอาชนะ (Kimarite) ในการแข่งขัน ซึ่งจะมีการประกาศให้ผู้ชมรับทราบต่อจากนั้น การแข่งขันยกนึงจะใช้เวลาประมาณ 6 วินาที สำหรับข้อห้ามในการแข่งขันนั้นคือ ห้ามโจมตีต่ำกว่าเอวลงไป ช่วงเอวของ “นักซูโม่” จะพันไว้ด้วยผ้าขนมีลักษณะคล้ายเข็มขัดที่เรียกว่า“มาวาชิ” ซึ่งเป็นผ้าแถบแข็งพับทบซ้ำ เพื่อรัดกระชับหน้าท้อง และประคองกระดูกสันหลังส่วนล่างของนักกีฬาที่มีรูปร่างใหญ่และน้ำหนักมาก เพื่อที่จะได้เคลื่อนไหวได้โดยไม่เกิดอันตราย
นักท่องเที่ยวที่ต้องการมาชมงาน “เทศกาลแข่งขันซูโม่” นั้นสามารถเข้าไปตรวจสอบวันเวลาในการแข่งขันและสถานที่จัดแข่งขันได้ที่เว็บไซต์ของ “สมาคมซูโม่ญี่ปุ่น” ที่ http://www.sumo.or.jp/en/ โดยจะมีการจองตั๋วเข้าชมทางออนไลน์อีกด้วย เพราะว่าหากจะไปซื้อที่หน้าสนามนั้นจะเป็นความเสี่ยงอย่างมาก เนื่องจากตั๋วจะหมด
การได้มาชมการแข่ง “ซูโม่” สักครั้ง นับว่าคุ้มค่าอย่างมาก รับประกันว่าทุกคนจะต้องประทับใจอย่างแน่นอน อย่างน้อย ๆ เราก็ได้รู้จักและเข้าใจความเป็นญี่ปุ่นมากขึ้น ไปถึงญี่ปุ่นทั้งทีอย่าลืมหาโอกาสเข้าไปชมการแข่งขัน “ซูโม่” กันนะคะ
.........
ขอบคุณภาพประกอบ จาก
Business Insider, Equinox Education Services, InsideTheGames, JapanTravel, Kanpai! Japan, Rove, Voyagin
10 จังหวัดที่ “อากาศร้อนที่สุดในไทย” ร้อนจนอยู่ยากแค่ไหน
10 อาชีพที่ AI กำลังแทนที่เร็วที่สุดในไทย (มีของคุณไหม)
จังหวัดเดียวในไทย ที่ไม่มีภูเขาเลยแม้แต่ลูกเดียว
คิดได้ยังไง อยากสร้างภูเขาบนตึก เรื่องเหมือนจะเป็นเรื่องโอเวอร์ แต่ดันมีคนทำจริงๆซะอย่างนั้น
จังหวัดเดียวในไทย ที่ ไม่มีนิคมอุตสาหกรรมเลยแม้แต่แห่งเดียว
อาจารย์ออร่า มหารานี แนวทางมหาเศรษฐีงวด 1 เม.ย. 69 กับทักษาโหรรานี
3 จังหวัด ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในภาคอีสาน
จังหวัดไหน “ร้อนนานที่สุดในไทย” ไม่ใช่แค่ร้อนแรง แต่ร้อนยาวทั้งปี
ย้ายไปอยู่จังหวัดไหนดี ถ้า “ไม่อยากอยู่ในเมืองที่ร้อนเกินไป”
5 อาชีพรายได้สูงในไทย แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้
จังหวัดที่ “สูงที่สุดในไทย” คนละโลกกับสมุทรสงคราม
AI วิเคราะห์เลขท้าย 2 ตัว งวด 1 เม.ย. 69 จากสถิติย้อนหลัง 20 ปี
แนะนำ! เว็บไซต์ ai สามารถวาดรูป [l8+](สร้างฟรี) ผู้ใหญ่เท่านั้น
นกสวยงามที่สุดในโลก









