ทำไมกวนอูจึงหน้าแดง และเหตุใดจึงไม่กินเต้าหู้? ตำนานขำขันจากเรื่องเล่าสามก๊ก
ทำไมกวนอูจึงหน้าแดง และเหตุใดจึงไม่กินเต้าหู้? ตำนานขำขันจากเรื่องเล่าสามก๊ก
หากกล่าวถึงตัวละครที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในวรรณกรรมจีนเรื่องสามก๊ก ชื่อของ “กวนอู” ย่อมเป็นชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง แม่ทัพผู้มีใบหน้าสีแดงเข้ม หนวดเครายาว ดวงตาเรียวคล้ายหงส์ และบุคลิกที่แสดงถึงความซื่อสัตย์ กล้าหาญ ตลอดจนการยึดมั่นในคุณธรรม ภาพจำเหล่านี้ทำให้กวนอูกลายเป็นบุคคลสำคัญในวัฒนธรรมจีน และได้รับการยกย่องในฐานะเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์และความยุติธรรมในเวลาต่อมา
แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า เหตุใดกวนอูจึงต้องมีใบหน้าสีแดง และมีเรื่องเล่าว่าเขาไม่กินเต้าหู้ด้วย? คำตอบที่เล่าต่อกันมาในนิทานพื้นบ้านจีนกลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรบหรือกลยุทธ์ทางทหารเลย แต่เป็นเรื่องราวชวนขบขันเกี่ยวกับป่าพุทราสีแดง การเฝ้าสวน และการโต้เถียงระหว่างคนขายเต้าหู้กับพ่อค้าน้ำตาล
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เรื่องต่อไปนี้เป็นตำนานเล่าขานที่ใช้อธิบายลักษณะของตัวละครอย่างสนุกสนาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานยืนยันว่ากวนอูเคยประสบเหตุการณ์เหล่านี้จริง
ตำนานที่หนึ่ง: ป่าพุทราสีแดงกับใบหน้าของกวนอู
ในนิทานเรื่องเล่าตอนหนึ่ง กวนอูในวัยหนุ่มเป็นชายเลือดร้อนที่รักความเป็นธรรมอย่างยิ่ง เขาไม่ชอบเห็นคนอ่อนแอถูกรังแก และมักทนไม่ได้เมื่อพบเห็นคนชั่วใช้อำนาจทำร้ายผู้อื่น ด้วยนิสัยใจนักเลงและความยึดมั่นในความถูกต้อง วันหนึ่งเขาจึงก่อเหตุทำร้ายคนชั่วจนเสียชีวิต ทำให้ต้องหลบหนีอาญาแผ่นดินเพื่อเอาตัวรอด
ระหว่างการหลบหนี กวนอูเดินทางเข้าไปในป่าพุทราแห่งหนึ่ง ที่นั่นเขาได้พบกับผู้เฒ่าผู้ดูแลสวนพุทรา ซึ่งเกิดความเอ็นดูชายหนุ่มและเสนอให้เขาทำงานเฝ้าสวน เพื่อแลกกับที่พักและอาหาร กวนอูจึงตัดสินใจรับหน้าที่ดูแลป่าพุทราแห่งนั้น
ปัญหาคือ ป่าพุทราที่เขาต้องดูแลมีต้นพุทราอยู่เป็นจำนวนมาก และทุกต้นก็ออกผลดกอย่างเหลือเชื่อ เมื่อถึงฤดูสุก ผลพุทราสีแดงก็เต็มไปหมดทั้งต้น บางกิ่งแทบรับน้ำหนักไม่ไหว ส่วนผลที่ร่วงลงพื้นก็ทับถมกันจนเต็มบริเวณสวน
เมื่อผลพุทราสุกงอมมากขึ้น บางส่วนก็เริ่มเน่าเปื่อย น้ำจากผลไม้ที่ทับถมกันไหลปะปนกับน้ำในลำธาร จนในจินตนาการของผู้เล่าเรื่อง น้ำในบริเวณนั้นกลายเป็นสีแดงไปทั่ว ไม่ว่าจะมองไปทางใด กวนอูก็เห็นแต่สีแดง ทั้งผลพุทรา พื้นดิน และสายน้ำที่ไหลผ่านสวน
ชีวิตประจำวันของกวนอูจึงวนเวียนอยู่กับพุทราสีแดง เขาต้องเฝ้าดูแลต้นพุทรา เก็บผลพุทราที่สุก และกินพุทราเป็นอาหารอยู่บ่อยครั้ง ส่วนน้ำที่ใช้ดื่มและอาบก็เป็นน้ำจากลำธารในบริเวณสวนแห่งนั้น
นิทานจึงอธิบายอย่างขบขันว่า เมื่อกวนอูต้องอยู่ท่ามกลางสีแดงทุกวันเป็นเวลานาน กินพุทราสีแดงและอาบน้ำในลำธารที่มีสีแดงอยู่เสมอ ในที่สุดใบหน้าของเขาก็กลายเป็นสีแดงเข้มราวกับผลพุทราสุก
นี่คือคำอธิบายแบบนิทานพื้นบ้านที่นำสิ่งแวดล้อมรอบตัวมาเชื่อมโยงกับลักษณะของตัวละคร แม้จะฟังดูเกินจริง แต่ก็ช่วยให้ผู้ฟังจดจำภาพใบหน้าสีแดงของกวนอูได้อย่างสนุกสนาน
แล้วเหตุใดกวนอูจึงมีดวงตาคล้ายพญาหงส์?
นอกจากใบหน้าสีแดงแล้ว อีกลักษณะหนึ่งที่ผู้คนมักเชื่อมโยงกับกวนอูก็คือดวงตาเรียวยาว ซึ่งในวรรณกรรมและงานศิลปะจีนมักเรียกว่า “ตาหงส์” หรือดวงตาที่มีลักษณะคล้ายดวงตาของหงส์
นิทานเรื่องป่าพุทรายังมีคำอธิบายสำหรับเรื่องนี้ด้วย โดยเล่าว่า หน้าที่สำคัญของกวนอูไม่ได้มีเพียงการเก็บผลพุทราเท่านั้น แต่ยังต้องคอยเฝ้าสวนไม่ให้คนเข้ามาขโมยผลไม้ เขาจึงต้องนอนพักอยู่ใต้ต้นพุทรา เพื่อพร้อมลุกขึ้นมาดูแลสวนได้ตลอดเวลา
เมื่อเฝ้าสวนทั้งกลางวันและกลางคืน กวนอูก็มักมีอาการง่วงนอน ดวงตาจึงปรืออยู่เสมอ ราวกับกำลังหลับแต่ก็ยังไม่หลับเสียทีเดียว ยิ่งเวลาผ่านไป ภาพของชายหนุ่มที่มีดวงตาหรี่ปรืออยู่ใต้คิ้วหนา ๆ ก็ยิ่งกลายเป็นลักษณะเด่นในเรื่องเล่า
ผู้เล่าจึงเปรียบเทียบดวงตาของกวนอูกับตาพญาหงส์ ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่พบได้ในศิลปะและวรรณกรรมจีนเกี่ยวกับตัวละครผู้มีบุคลิกสง่างามและน่าเกรงขาม
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงการแต่งเรื่องเพื่ออธิบายรูปลักษณ์ของตัวละคร ไม่ใช่คำอธิบายทางกายวิภาคว่าการอดนอนจะทำให้ดวงตาของคนเปลี่ยนรูปทรงอย่างถาวรได้จริง
ตำนานที่สอง: กวนอูกับอาชีพขายเต้าหู้
หลังจากเรื่องป่าพุทรา นิทานอีกตอนหนึ่งก็พาเราไปพบกวนอูในช่วงที่ต้องหลบหนีอาญาแผ่นดินอีกครั้ง คราวนี้เขาไปอาศัยอยู่กับคนทำเต้าหู้ และช่วยทำเต้าหู้ขายเพื่อหาเลี้ยงชีพ
เต้าหู้เป็นอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง โดยนำถั่วเหลืองมาแช่น้ำ บด และคั้นเพื่อให้ได้น้ำนมถั่วเหลือง จากนั้นจึงเติมสารที่ช่วยให้โปรตีนในน้ำนมถั่วเหลืองจับตัวเป็นก้อน แล้วนำไปขึ้นรูปเป็นเต้าหู้ อาหารชนิดนี้มีประวัติยาวนานในวัฒนธรรมจีน และแพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย
สำหรับกวนอูในนิทาน เขาตั้งใจทำงานอย่างสุจริต ช่วยผลิตเต้าหู้และนำไปขายให้กับลูกค้า แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องอับอายอย่างหนัก
วันนั้นมีพ่อค้าขายน้ำตาลคนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นกวนอูกำลังขายเต้าหู้ พ่อค้าคนนั้นกลับพูดจาเยาะเย้ยว่า การขายเต้าหู้เป็นการหลอกลวงผู้ซื้อ เพราะเต้าหู้มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก เขาจึงพูดทำนองว่า
“ขายเต้าหู้นี่มันต้มตุ๋นคนซื้อ ดูสิ ในเต้าหู้มีแต่น้ำทั้งนั้น!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กวนอูก็ก้มลงพิจารณาสินค้าของตัวเอง เขานึกถึงขั้นตอนการทำเต้าหู้ที่ต้องใช้น้ำแช่ถั่วเหลือง บดถั่วให้ละเอียด แล้วคั้นเอาน้ำนมถั่วเหลืองออกมาก่อนจะทำให้จับตัวเป็นก้อน
เมื่อคิดตามคำพูดของพ่อค้า กวนอูก็รู้สึกว่าตนเองถูกตำหนิอย่างมีเหตุผล เพราะเต้าหู้มีน้ำเป็นส่วนประกอบจริง เขาซึ่งเป็นคนรักความซื่อสัตย์และไม่ต้องการเอาเปรียบผู้อื่น จึงรู้สึกอับอายจนใบหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม
นี่เป็นจุดที่นิทานเล่นกับภาพจำของกวนอูอย่างมีอารมณ์ขัน กล่าวคือ ใบหน้าสีแดงที่เคยถูกอธิบายด้วยผลพุทรา คราวนี้กลับถูกผูกเข้ากับความอับอายจากการถูกวิจารณ์เรื่องสินค้า
การโต้เถียงเรื่องน้ำในเต้าหู้กับน้ำตาล
แม้จะรู้สึกเสียหน้า แต่กวนอูก็ไม่ได้ยอมแพ้โดยง่าย เขาตัดสินใจโต้กลับพ่อค้าน้ำตาลว่า หากจะกล่าวหาว่าเต้าหู้มีน้ำมากจนเป็นการหลอกลวง เช่นนั้นแล้วน้ำตาลที่พ่อค้าขายก็ต้องละลายน้ำก่อนจึงจะนำไปใช้หรือรับประทานได้เหมือนกัน
กวนอูจึงถามกลับว่า เหตุใดพ่อค้าจึงตำหนิสินค้าของเขาอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งที่น้ำตาลก็ต้องอาศัยน้ำในการนำไปใช้เช่นกัน
แต่พ่อค้าน้ำตาลกลับมีคำตอบเตรียมไว้ เขาอธิบายว่า น้ำตาลได้มาจากน้ำหวานที่ผ่านกระบวนการเคี่ยวจนเข้มข้นและตกผลึกเป็นก้อน เมื่อนำไปละลายน้ำ ก็จะกลับมาเป็นน้ำหวานที่ใช้ประโยชน์ได้ ส่วนเต้าหู้เกิดจากการนำถั่วเหลืองมาบด คั้น และทำให้โปรตีนจับตัวเป็นก้อน จึงไม่สามารถแยกกลับเป็นถั่วเหลืองเดิมได้ง่าย ๆ
พ่อค้าจึงอ้างว่าสินค้าของตนเป็นของแท้ ส่วนเต้าหู้เป็นของที่เปลี่ยนสภาพมาจากวัตถุดิบเดิม และใช้เหตุผลนี้เยาะเย้ยกวนอูต่อไป
ในมุมของนิทาน การโต้เถียงครั้งนี้ทำให้กวนอูจนมุม เพราะไม่สามารถหาคำตอบที่ทำให้คู่สนทนายอมรับได้ เขาจึงต้องยอมรับคำกล่าวของพ่อค้า และรู้สึกว่าตนเองไม่เหมาะจะทำอาชีพขายเต้าหู้อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามความเป็นจริง เหตุผลของพ่อค้าน้ำตาลก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าเต้าหู้เป็นอาหารหลอกลวงแต่อย่างใด เต้าหู้เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะโปรตีนจากถั่วเหลือง และการที่อาหารชนิดหนึ่งผ่านกระบวนการแปรรูปก็ไม่ได้ทำให้อาหารนั้นเป็นของปลอมหรือมีคุณค่าน้อยลงโดยอัตโนมัติ
คำพูดของพ่อค้าจึงเป็นส่วนหนึ่งของมุกตลกในนิทาน มากกว่าจะเป็นข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการทำอาหาร
เหตุใดกวนอูจึงเลิกกินเต้าหู้?
หลังจากพ่ายแพ้ในการโต้เถียง กวนอูในเรื่องเล่าก็ตัดสินใจเลิกทำเต้าหู้ เลิกขายเต้าหู้ และเลิกกินเต้าหู้ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เพราะเขารู้สึกว่าเมื่อไม่สามารถตอบโต้ข้อกล่าวหาของพ่อค้าได้ ก็ไม่ควรประกอบอาชีพที่ทำให้ตนเองรู้สึกละอายใจอีก
เรื่องราวนี้จึงกลายเป็นคำอธิบายแบบขำขันว่าทำไมกวนอูจึงไม่กินเต้าหู้ โดยผูกเหตุผลเข้ากับบุคลิกของเขาที่รักความเที่ยงธรรมและไม่ต้องการให้ใครมองว่าตนเองเป็นคนหลอกลวง
ถึงกระนั้น ไม่ควรเข้าใจว่ากวนอูในประวัติศาสตร์มีข้อห้ามเกี่ยวกับการกินเต้าหู้จริง ๆ เพราะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่าเขาเลิกกินอาหารชนิดนี้จากเหตุการณ์ดังกล่าว เรื่องเล่านี้เป็นมุกที่ใช้ความซื่อสัตย์ของตัวละครมาสร้างสถานการณ์ตลก และอธิบายพฤติกรรมแปลก ๆ ให้ผู้ฟังจดจำได้ง่าย
กวนอูในประวัติศาสตร์กับกวนอูในตำนาน
กวนอูเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์จีน เขาเป็นขุนพลในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก และเป็นบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหลิวเป้ยในยุคสามก๊ก ต่อมาชื่อเสียงของเขาได้รับการขยายผ่านวรรณกรรมเรื่อง สามก๊ก และความเชื่อพื้นบ้าน จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ และความจงรักภักดี
ภาพกวนอูที่มีใบหน้าสีแดง หนวดเครายาว และถืออาวุธคู่กาย เป็นภาพลักษณ์ที่ได้รับความนิยมจากการแสดงงิ้วจีน ภาพวาด ประติมากรรม และการเล่าเรื่องที่สืบทอดต่อกันมา แต่รายละเอียดหลายอย่างเกี่ยวกับรูปลักษณ์และเหตุการณ์ในชีวิตของเขาไม่ได้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับทั้งหมด
นิทานเรื่องป่าพุทราและการไม่กินเต้าหู้จึงควรจัดอยู่ในกลุ่มเรื่องเล่าที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์อธิบายภาพจำของกวนอู ไม่ใช่ชีวประวัติที่ยืนยันว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง
เสน่ห์ของนิทานพื้นบ้านลักษณะนี้อยู่ตรงที่นำสิ่งใกล้ตัวอย่างผลไม้ อาหาร และการถกเถียงในชีวิตประจำวัน มาเชื่อมโยงกับบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ได้อย่างสนุกสนาน ทำให้ตัวละครที่ดูสง่างามและน่าเกรงขามมีมุมที่เป็นกันเองมากขึ้น
ท้ายที่สุด ไม่ว่ากวนอูจะหน้าแดงเพราะพุทรา เพราะความอับอายจากการขายเต้าหู้ หรือเพราะเหตุผลอื่นในเรื่องเล่า สิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำเขาได้ยาวนานก็คือภาพของชายผู้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์และความยุติธรรม ซึ่งเป็นคุณค่าที่ทำให้ชื่อของกวนอูยังคงมีความหมายในวัฒนธรรมจีนมาจนถึงปัจจุบัน
เขียนโดย dukedick
เขียนนิยายแฟนตาซีสนุกๆด้วย ในนามปากกา เหมียวกุ่ย หาอ่านได้ที่ Meb Market และ ReadAwrite ครับ ค้นหาด้วย นามปากกาได้เลยครับ หรือค้นหาใน Google ก็ได้ครับ ^_^
อย่าหาทำ! ผลเสียรุนแรงของการ "กลั้นเยี่ยว"
เปิด 5 หลักสูตรแพทยศาสตร์ที่มีค่าเรียนรวมแตะ 7 ล้านบาท
เจาะลึกแนวทางเลขมงคลจากปฏิทินจีน 2 ฉบับคัดพิเศษ งวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569
สนามบินแห่งเดียวของไทย ที่ตัวสนามบินตั้งอยู่ในเขต 2 จังหวัด
ไขปริศนา “ราชินีแห่งรัตติกาล” (Queen of the Night): เทพีผู้ลึกลับแห่งบาบิโลนโบราณ
จังหวัดเดียวของประเทศไทย ที่ไม่มี พื้นที่ติดกับจังหวัดอื่นเลย
หวย 1 พฤศจิกายน ย้อนหลัง 20 ปี เปิดสถิติเลขซ้ำ เลขท้าย 2 ตัวมีอะไรน่าจับตา
ความลับของ "Kap Dwa" มัมมี่ักษ์สองหัวแห่งปาโกเนีย: เรื่องจริงหรือแค่เรื่องแต่งลวงโลก?
เจาะรายได้ทหารอาชีพ ตั้งแต่พลทหารถึงนายทหารสัญญาบัตร มีเบี้ยเลี้ยงและสวัสดิการอะไรบ้าง
เช็กด่วน! นั่งนานๆ เสี่ยงตายจริงไหม?
รีวิว iPhone Duo ดราม่าสนั่น! เงินเดือนคนไทยซื้อไหวไหม หรือเป็นแค่ "ค่าความเชื่อมั่น"?
10 เลขเด็ดเลขดัง "แม่ทำเนียนลอตเตอรี่" งวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 69..คอหวยอย่าพลาด!!
