"สตี" พิธีบูชายัญตนเองของหญิงหม้ายในอินเดีย
รูปประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
บทความโดย : พิทยะ ศรีวัฒนสาร
บทความนี้อ้างอิงมาจากบันทึกการเดินทางของนักเดินทางชาวโปรตุเกสชื่อ ดูอาร์ตึ บาร์บูซา(Duarte Barbosa) เรื่อง “A Description of the Coasts of East Africa and Malabar” (ค.ศ. 1516) เนื่อหาส่วนหนึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพิธีการบูชายัญหญิงหม้ายชาวอินเดียจากมุมมองของผู้เขียน ซึ่งผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับแฟร์ดินานด์ ดึ มากะไญ(Fernão de Magalhães/ เฟอร์ดินานด์ แมกแจลแลน-Ferdinand Magallan) นักเดินทางโปรตุเกสซึ่งออกเรือสำรวจหมู่เกาะเครื่องเทศ(Spice Islands)ภายใต้การสนับสนุนของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่1(Charles I )แห่งสเปน
รูปประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
คำว่า “สตี” เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า “ภรรยาผู้ซื่อสัตย์” ส่วนพิธีสตี หมายถึง ประเพณีการทำศพของชาวฮินดู พบในประเทศอินเดีย พิธีนี้เป็นการบูชายัญตนเองของหญิงหม้าย เนื่องในพิธีศพของสามี
ประเพณีการฆ่าภรรยาที่สามีรักที่สุดเหนือหลุมฝังศพของสามีก็จัดอยู่ในพิธีกรรมแบบสตีด้วย พบในภูมิภาคหลายแห่งของโลก เช่น พวกซีสเถียน ธเรสเซียน อียิปต์โบราณ สแกนดิเนเวีย ชาวจีนและในกลุ่มสังคมแถบโอเชียเนียและแอฟริกา
พิธีสตีของศาสนาฮินดูอาจมีต้นกำเนิดมาจากความเชื่อแต่โบราณโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อชำระบาปให้แก่ทั้งสามีและภรรยา และเพื่อความมั่นใจว่าคู่สามีภรรยาจะได้อยู่ร่วมกันต่อไปในหลุมศพเดียวกัน
พิธีสตีขาดความสืบเนื่อง เพราะสมัยที่อังกฤษปกครองอินเดียเป็นอาณานิคม รัฐบาลอังกฤษได้ออกกฎหมายให้ยกเลิกพิธีสตีในปีคริสตศักราช 1829 (พุทธศักราช 2362: สมัยรัชกาลที่ 3 ของไทย) แต่พิธีนี้ยังมีบางคนที่สมัครใจยึดถือมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20
รูปประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
การศึกษาพิธีสตีจากบันทึกการเดินทางของ ดวตเต บาร์โบซา ทำให้ได้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับพิธีนี้อย่างน่าสนใจ นับเป็นหลักฐานชั้นต้นในยุคแรกๆชิ้นหนึ่งที่กล่าวถึงพิธีสตี
ประวัติของ ดวตเต บาร์โบซา (Duarte Barbosa)
บาร์โบซา เป็นชาวโปรตุเกส เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเฟอร์ดินาน แมคเจลแลน (Ferdinand Magellan) นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ชาวโปรตุเกสซึ่งทำงานให้กับราชสำนักสเปน บาร์โบซาได้ใช้ชีวิตตั้งแต่วัยหนุ่มในการสำรวจอินเดียภายใต้การสนับสนุนของกษัตริย์โปรตุเกส เขาอยู่ในฐานะของนายสถานีการค้าของโปรตุเกสที่เมืองกาลิกัต ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของอาณาจักรมะละบาร์ เขาได้บันทึกเรื่องราวของเมืองและอาณาจักรต่างๆ การค้าทรัพยากร และที่สำคัญก็ คือ ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวพื้นเมือง จากการพบเห็นด้วยตาของตนเองและจากการสอบถามจากชาวพื้นเมือง เนื่องจากการได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ในอินเดียเป็นเวลาประมาณ 12 ปี(ระหว่างค.ศ. 1500-1511) เขาได้บันทึกเรื่องราวจากดินแดนในเขตชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกา ตะวันออกกลาง อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรวมถึงไทยด้วย ในหนังสือเรื่อง “A Description of the Coasts of East Africa and Malabar” โดยเขียนเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1516 และส่วนหนึ่งของบันทึกดังกล่าวได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพิธีสตีในอินเดียอย่างละเอียดพิสดาร ดังต่อไปนี้
รูปประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
การเผาตัวตายตามสามีของภรรยาผู้ซื่อสัตย์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหญิงที่มีฐานะต่ำต้อย และกลุ่มหญิงผู้ทรงเกียรติและมีทรัพย์สินมากมาย
หญิงที่มีฐานะต่ำต้อย
เมื่อศพของสามีนางจะถูกนำมาเผาที่กลางแจ้งนอกเมือง ซึ่งมีกองไฟกองใหญ่ก่อไว้ ขณะที่ซากศพกำลังถูกเผาอยู่นั้น ภรรยาของเขาจะกระโจนเข้าไปในกองไฟด้วยความเต็มใจและถูกเผาตายตามไปด้วย
หญิงที่มีเกียรติและมีทรัพย์สินมาก
หญิงกลุ่มนี้จะมีพิธีที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าเธอจะมีอายุน้อยหรือแก่ชราแค่ไหน หน้าตาสวยงามเพียงใด เมื่อสามีของหญิงผู้นั้นตายไป บรรดาญาติพี่น้องของเธอจะไปยืนที่หลุมฝังศพลึกเท่าความสูงของผู้ชายและใส่เครื่องหอมลงไป จากนั้นก็นำศพวางลงไปและจุดไฟเผา ภรรยาผู้ตายที่ต้องการให้เกียรติผู้ตาย จะถามกำหนดวันเวลาแน่นอนของวันที่ตนจะถูกนำไปเผาร่วมกับผู้ตาย จากนั้นบรรดาญาติพี่น้องของหญิงหม้ายและสามีจะให้เกียรติแก่การกระทำของเธอและจัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างสนุกสนาน เมื่อทุกคนมาพร้อมเพรียงกันจะร่วมสนุกกันและปลอบโยนหญิงหม้าย เธอจะมอบทรัพย์สินที่มีอยู่ให้แก่บรรดาพี่น้องและเพื่อนฝูงที่มาร่วมงาน ในงานเลี้ยงนี้จะมีการร้องเพลง เต้นรำ เล่นดนตรีและแสดงวิทยากล เมื่อถึงวันเวลาที่กำหนดแล้ว หญิงผู้นั้นจะแต่งกายอย่างสวยงามและหรูหราที่สุด ประดับอัญมณีล้ำค่ามากมาย ส่วนทรัพย์สินที่เหลือเธอจะแบ่งให้แก่ลูกหลาน ญาติพี่น้องและเพื่อนๆ จากนั้นเธอก็จะขึ้นนั่งบนหลังม้า สำหรับม้าที่ใช้ในพิธีจะต้องเป็นม้าสีเทา หรือ สีขาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อทำให้หญิงหม้ายดูสง่างาม จากนั้นจะพาเธอผ่านไปรอบเมือง ปลอบโยนเธอไปตลอดทาง จนกระทั่งถึงบริเวณที่สามีเธอถูกเผา
ณ หลุมศพเดียวกับสามีของเธอ จะมีผู้นำเอาฟืนมาวางไว้เพื่อจุดไฟกองโต และรอบๆบริเวณจะตั้งห้างล้อมไว้ มีบันไดทางขึ้น 3-4 ขั้น จากนั้นหญิงหม้ายจะเดินขึ้นไปบนห้างนั้นทั้งๆที่สวมอัญมณีและเสื้อผ้า เดินวนรอบห้าง 3 รอบ และยกมือชูขึ้นไปบนท้องฟ้า ทำความเคารพไปทางทิศตะวันออก 3 ครั้ง เมื่อเสร็จแล้วเธอจะเรียกญาติพี่น้องและเพื่อนมาหา และแจกอัญมณีในตัวเธอให้พวกเขา ระหว่างนั้นจะมีการแสดงความสนุกสนาน ราวกับว่าหญิงผู้นั้นมิใช่ผู้ที่จะเดินไปสู่ความตาย
หลังจากการแจกอัญมณีที่สวมใส่ทั้งหมดแล้ว จะเหลือเพียงผ้าชิ้นเล็กๆปิดคลุมร่างกายท่อนล่างของหญิงหม้ายจากเอวลงมา เธอจะกล่าวแก่บรรดาผู้ชายว่า
“ ดูกรท่านชายทั้งหลาย พวกท่านเป็นหนี้บุญคุณภรรยาท่านมากเพียงใด ภรรยาผู้เต็มใจที่จะเผาตนเองตายตามสามีไปด้วย ”
ต่อมาเธอจะกล่าวแก่บรรดาผู้หญิงว่า
“ ดูกรแม่หญิงทั้งหลาย พวกท่านเป็นหนี้บุญคุณของสามีท่านมากเพียงใด ด้วยเหตุนี้ขอจงได้ตามเขาไป แม้กระทั่งยามตายเถิด ”
หลังจากนั้นบรรดาญาติมิตรจะมอบเหยือกสองหูที่บรรจุน้ำมันให้หญิงหม้าย และเธอจะนำเหยือกนั้นมาวางบนศีรษะของตนพร้อมกับสวดมนต์ไปด้วย จากนั้นก็เดินบนห้างวนรอบหลุมศพ 3 รอบ ทำความเคารพไปทางทิศตะวันออก เสร็จแล้วก็โยนเหยือกน้ำมันลงไปในหลุมไฟ พร้อมกับกระโจนตามเหยือกน้ำมันไปด้วยท่าทางราวกับจะกระโดดลงไปในสระน้ำ ญาติพี่น้องของหญิงหม้ายซึ่งเตรียมเหยือกและหม้อบรรจุน้ำมัน เนยเหลวและฟืนไว้พร้อมแล้ว ก็จะโยนของเหล่านั้นตามไปทันทีเพื่อให้ไฟโชติช่วงอย่างรุนแรง และหญิงหม้ายก็จะได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปโดยเร็ว หลังจากนั้นบรรดาญาติพี่น้องจะเก็บเถ้าถ่านที่เหลือโยนไปในน้ำ
หากหญิงหม้ายคนใดมิยินยอมกระทำเช่นนี้ บรรดาญาติพี่น้องของเธอจะจับเธอโกนศีรษะและไล่ออกไปจากบ้าน ตัดขาดความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างอัปยศและเธอจะเป็นสตรีที่ถูกลืมไปจากความทรงจำ ถ้าญาติมิตรคนใดต้องการให้ความเมตตาแก่หญิงหม้ายพวกนี้ เขาก็จะส่งเธอไปวิหารของเทวรูปเพื่ออยู่รับใช้และอุทิศแรงงานให้แก่วัด หญิงที่เลือกทางดังกล่าวในวิหารแต่ละแห่งมีมากถึง 50 คน หรือ 100 คน
ในทำนองเดียวกัน เมื่อกษัตริย์สิ้นพระชนม์จะมีผู้หญิงเผาตัวตายไปร่วม 400-500 คน ด้วยพิธีอย่างเดียวกัน โดยที่พวกเธอจะกระโดดเข้าไปในหลุมหรือกองไฟที่เผาพระบรมศพ ดังนั้นหลุมและกองไฟจะต้องมีขนาดใหญ่เท่าที่จะเผาคนจำนวนมากได้ ฉะนั้นจึงต้องใช้ฟืนจำนวนมาก รวมทั้งไม้หอมต่างๆ เช่น ไม้สวาท ไม้จันทน์ ไม้อินทรีและไม้หอมอื่นๆตลอดจนเนยเหลวและน้ำมันงาเพื่อให้ไฟไหม้ฟืนได้ดี
นอกจากผู้หญิงแล้ว ยังมีผู้ชายที่กษัตริย์ทรงไว้วางพระทัยเผาตัวตายตามไปด้วย
สรุป
เรื่องราวเกี่ยวกับของพิธีสตีในอินเดีย เป็นการมองภาพจากสายตาของคนต่างชาติที่ต้องการจะเก็บรายละเอียดทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ บาร์โบซามิได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าการที่หญิงหม้ายยอมเผาตัวตายตามสามีเป็นพิธีกรรมที่ป่าเถื่อนล้าหลัง หรือมิได้กล่าวติเตียนถึงความคลั่งศาสนาอย่างงมงายเลยแม้แต่น้อย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ยุโรปเองก็มีการลงโทษทางศาสนาด้วยการเผาคนตายไปเป็นจำนวนมาก จนบาร์โบซาอาจจะไม่รู้สึกว่า พิธีสตีเป็นเรื่องที่มีความป่าเถื่อน รุนแรงและงมงายก็เป็นได้
รูปประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
ซ้ำขออภัยค่ะ
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
16 VOTES (4/5 จาก 4 คน)
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ทำไม 2 อำเภอในไทยถึงไม่มีร้านเซเว่น
คณะที่เรียนจบแล้ว มีงานทำง่ายที่สุด
สิทธิจริงของ "เจ้าบ้าน" vs "เจ้าของบ้าน" ต่างกันอย่างไร ใครใหญ่กว่ากันแน่?
5 โรงเรียน ที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทย
เผย 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด..อันดับที่ 1 ไม่ใช่แอร์!
AI เจาะสถิติ 20 ปีหวยงวด 16 เม.ย.69..ให้ 2 ตัวท้ายเน้นๆ!
มีการค้นพบสัตว์หายาก ที่มีอายุ 100 ปี ซึ่งเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในโลกเท่านั้น
แนวทางมหาเฮงจากหมอปลาย พรายกระซิบ งวด 16 เมษายน 2569
สูตรคำนวณงวด 16/4/69
อำเภอที่อากาศดีที่สุด ในประเทศไทย
จังหวัดที่มีชื่อแปลกที่สุดในไทย
ศาลสั่งให้ Netflix คืนเงินค่าสมาชิกให้แก่ผู้ใช้งาน 7 ปีย้อนหลังHot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
5 ประเทศ ที่ผู้หญิงเกิดมาสบายที่สุด
ทำไมเวียดนาม ถึงทำนาได้ประสิทธิภาพสูง แซงน่าไทยไปแล้ว
หนังฮอลลีวูดชื่อดังระดับโลก ที่ใช้ฉากถ่ายทำในประเทศไทยเป็นหลัก
สงกรานต์นี้ดังกระหึ่มแน่! "Bad Angle" เพลงใหม่ "ลิซ่า"..มันส์ทะลุปรอทแตก!!
ประเทศที่งบทางการทหาร มากที่สุดในโลก
เปิดวาร์ปทายาทตระกูลดัง ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร บ้านหรูจนเพื่อนตะลึง!



