หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ประเด็นวิเคราะห์ เกย์-กะเทย กับพุทธศาสนา

เขียนโดย

 

ประเด็นวิเคราะห์ : เกย์-กะเทย กับพุทธศาสนา [มีทั้งสิ้น 4 ตอนรวมอยู่ในกระทู้นี้]

ทำไมพระพุทธเจ้าห้ามบวช!?
(อยากมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็ลองอ่านดูซะ!!)

เนื้อหาของกระทู้ เป็นบทความกึ่งวิชาการ ที่ผมได้ค้นคว้าข้อมูล และเขียนเล่นๆลงในพื้นที่ส่วนตัว คือ เฟซบุ๊ค

แต่เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนทั่วไป เลยขอใช้พื้นที่นี้ในการส่งต่อข้อมูลนะครับ

 

สำหรับผู้ที่ขี้เกียจอ่าน เห็นว่าเนื้อหายาว

แนะนำให้ข้ามไปอ่าน เฉพาะตอนที่ 4 ได้เลยครับ

หากมีเวลาพอ ผมแนะนำให้ค่อยๆอ่านไล่ไปทีละตอน นะครับ

จะได้ปูพื้นฐานและทำความเข้าใจด้วยกันไปทีละขั้นตอน

 

 

✿ อารัมภบท และที่มาที่ไปของการเขียนบทความนี้ ✿

กระทู้นี้เป็น "ปริทัศน์" ที่วิเคราะห์ด้วยหลักการและเหตุผล ตามแบบชาว "พุทธแท้" ที่ตัดเอาเรื่องบาปบุญคุณโทษ กรรมเก่าผูกพันธ์ และสิ่งที่ไม่มีแก่นสาร "ออกไป" ...กอปรเป็นแนวคิดกรณีศึกษาพุทธะในเชิงวิชาการ , (ขอออกตัวก่อนว่าความรู้ที่ผมมียังเพียงแค่หางอึ่ง เท่านั้น)

มีหลายกระแสเหลือเกิน ที่อ้างว่าการเกิดมาเป็น "บัณเฑาะก์" นั้นเป็น "กรรมเก่าผูกพันธ์" จากชาติที่แล้ว จากการมากผัว มากเมีย ฯ บ้างก็อ้างอิงจากตำรา (ไหนไม่รู้!?), บ้างก็อ้างอิงจากพระเทศน์, บ้างก็ว่าเห็นจากฌาณ..........

ผมจึงอยากชี้แจงว่า หากท่านมีความเห็นเชื่อไปตามนี้ นั่นแปลว่า ท่านกำลังสับสน และ 'ไม่แตกฉาน' กับ 4 ประเด็นต่อไปนี้

1) ท่านยังมีความเชื่อเรื่อง "กรรม" ที่ผิดไปจาก "พุทธแท้"
2) ท่านไม่มีความเข้าใจในชีววิทยา หรือหลักธรรมชาติอย่างถ่องแท้
3) ท่านยังบกพร่องเกี่ยวกับหลักของ "สังคมศาสตร์"
4) ท่านไม่มีความเข้าใจในพุทธประวัติและไตรปิฎกอย่างถูกต้อง

------------เรามาไล่ไปทีละประเด็นกัน------------

 

ตอนที่ 1 ว่าด้วยเรื่อง 'กรรม' ในพุทธศาสนา

 

 

อันที่จริง ผมเองก็ยังไม่เข้าใจถ่องแท้นัก ว่าความหมายที่แท้จริงของคำว่า "กรรม" ในพุทธศาสนา คืออะไร?..... แน่นอนว่าในปัจจุบัน เราๆท่านๆ ต่างหลงเข้าใจผิดไปตามคำอธิบายของ "ผู้(สู่)รู้" ที่มักจะปรากฎตัวอยู่ตามหน้าสื่อต่างๆ อวดอ้างว่าตัวเองสามารถมองเห็นกรรม, เข้าใจกรรม, ตัดกรรมได้ ฯ สารพัดแต่จะยกมาอวดอ้าง....

ในสายตาของผม คนเหล่านั้น หากไม่ใช่สุปฏิปัณโณ (พระสงฆ์) ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แล้ว.. ก็เป็นเพียงแค่ 'เต่า' ที่พยายามเหยียดแขน-ขา-หาง ออกจากกระดอง ให้ดูเหมือนว่าหลุดพ้น รู้มากกว่าคนทั่วไป ...แต่จริงๆแล้วก็ยังหนีขอบเขตของกระดองไม่พ้นอยู่ดี //แม้แต่พระสงฆ์ เราก็ต้องเลือกเชื่อเฉพาะท่านที่มีความแตกฉานในทางปฏิบัติจริงๆ เท่านั้น

ในครั้งพุทธกาล ไม่ได้มีเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่เอาคำว่า "กรรม" มาใช้... หากแต่มีลัทธิเดียรถีย์อื่นๆ ที่อธิบายความหมายของกรรมต่างออกไป ซึ่งพระพุทธเจ้ามีดำริว่า >> ไม่ใช่กรรมในความหมายของพระองค์ ...ซึ่งกรรมของพระองค์เป็นเรื่องของจิต ไม่ใช่ผลการดลบันดาลเหนือธรรมชาติ

[[รายละเอียดตรงนี้ผมต้องขออภัย เคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว ผมจำไม่ได้ว่าอ่านมาจากที่ใด.. แต่คร่าวๆแล้วมีประมาณ 4-5 ลัทธิ ที่อธิบายกรรมในความหมายที่ต่างออกไป เช่น 

อธิบายว่ากรรมเป็นผลของอดีตชาติ - พระพุทธเจ้าปฏฺิเสธว่าไม่ใช
กรรมส่งผลต่อเนื่องคล้ายโดมิโน่ - พระพุทธเจ้าปฏฺิเสธว่าไม่ใช
กรรม เป็นพลังงานที่ตามติด - พระพุทธเจ้าปฏฺิเสธว่าไม่ใช

***ต้องขออภัยจริงๆ ที่ไม่สามารถค้นมาเล่าสู่กันได้]]

และที่ชัดเจน พระองค์ทรงปฏิเสธ (แกมเยาะเย้ย) อกิริยาทิฏฐิ ของลัทธิเดียรถีย์ ๓ อย่าง

๑. ลัทธิที่ว่าสุข-ทุกข์ เป็นเพราะกรรมเก่า (ex. ศาสนาเชน)
๒. ลัทธิที่ว่าสุข-ทุกข์ เพราะเทพเจ้าบันดาล
๓. ลัทธิที่ว่าสุข-ทุกข์ ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจั

ดังนั้น หากเจตนาอ้างว่า บุคคลที่มีกำเนิดเป็น บัณเฑาะก์ (เกย์-กะเทย) เป็นเพราะกรรมจากชาติที่แล้วนั้น | นี่ไม่ใช่พุทธศาสนา  

นี่จึงเป็นข้อสรุปว่าการเป็นเกย์-กะเทยนั้น ไม่ได้เกิดจากเรื่องผิดบาปตามที่แอบอ้าง (ใครอ้าง ก็ไล่ให้ไปนับถือศาสนาเชนซะ! กุเป็นพุทธ(แท้) กุไม่เชื่อ.. จบนะ)

***กรรม ในพุทธศาสนาจริงๆนั้น ลึกซึ้งมาก เป็นปรัชญาของชีวิตชิ้นเอกของโลกเลยก็ว่าได้ ในตัวกรรมเอง ยังมีอนิจจังความไม่เที่ยงปรากฎอยู่ ...หากต้องการศึกษาให้ถ่องแท้จริงๆ คงต้องหาอ่านในผลงานของท่านพุทธทาส, หลวงพ่อปัญญานันทะ ฯ** *

 

 

ตอนที่ 2 ชีววิทยาและหลักธรรมชาติ ที่มาของ "เกย์" ในเชิงวิทยาศาสตร์

 

 

ในความเป็นจริงนั้น มนุษย์ทุกผู้ทุกคน, สามารถเกิดอารมณ์และความรู้สึกทางเพศ "เมื่อถูกกระตุ้น" หรือถูกสัมผัส ไม่ว่าจะด้วย คน-สัตว์-สิ่งของ หรือด้วยเพศใดก็ตาม..... นั่นแปลว่าเราทุกคนถูกโปรแกรมให้เป็น Bisexual มาแต่กำเนิดอยู่แล้ว

แต่ "ปมทางจิต" จะถูกขมวดให้เลือกพึงพอใจกับเพศใดหรือวัตถุใดเป็นพิเศษนั้น มักจะเริ่มเกิดตั้งแต่ช่วงที่ยังเป็นทารก
ปัจจัยภายนอก เช่น การเลี้ยงดู, สังคมรอบข้างเด็ก จะมีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อการเลือกรสนิยมทางเพศ

แม้แต่ตัวผู้ใหญ่เอง ก็สามารถเกิดพฤติกรรมทางเพศที่แปลกๆได้เช่นกัน เมื่อถูกเหนี่ยวนำให้รู้ ให้ลอง สิ่งแปลกใหม่

เคยได้ยินข่าวคนแต่งงานกับกำแพงไหม? (ไอย่า ริตต้า เบอร์ลิเนอร์ เมาเออร์ - สาวชาวสวีเดน ผู้ตกหลุมรักและเกิดอารมณ์ทางเพศกับกำแพงเบอร์ลิน)

เคยได้ยินข่าวหนุ่มลำปางค์ปิ๊งรักกับหมาพุดเดิ้ลไหม?

 

เรื่องรสนิยมทางเพศนั้น หากมองในมุมชีววิทยามันเป็นเรื่องซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนไฮโปธาลามัส ซึ่งมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกทางเพศ...... และหากเจาะลึกลงไปอีก ตัวที่กำหนดรูปแบบการทำงานของสมองและเซลล์ประสาท คงหนีไม่พ้น พันธุกรรม (gene) ซึ่งปัจจุบันมีการค้นพบเพียงคร่าวๆเกี่ยวกับ 'ยีนเกย์' Xq28 โดย Sandra Witelson แห่งมหาวิทยาลัยแม็คมาสเตอร์ ซึ่งนับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า.....มันไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ

ลักษณะพันธุกรรมบางอย่าง มีอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมมาเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทาง (คนที่เรียนสายชีววิทยามาจะเข้าใจดี) : ซึ่งผมมีความเชื่ออย่างยิ่งยวดว่า "ปมทางจิต" ที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่สมัยแบเบาะ จะมีอิทธิพลกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก!*

เมื่อทราบดังนี้แล้ว พ่อแม่หลายคนอาจจะเป็นกังวลว่า เอ๊ะ!* แล้วจะต้องเลี้ยงลูกยังไงกันล่ะ? ไอ้ปมทางจิตที่ว่านี้ ถึงจะได้ไม่ถูกขมวดให้เป็นเกย์..... ผมอยากให้พ่อแม่ทั้งหลาย "ทำความเข้าใจ" มากกว่าที่จะไปคิดหาวิธีเปลี่ยนแปลง...... เพราะเราไม่รู้หรอกว่า เด็ก จะไปขมวดปมเอาตรงไหน, เหตุการณ์ใดจะเหนี่ยวนำความคิดและจิตใจของเด็ก .............ก็เหมือนประสบการณ์ในวัยเด็กที่เรานึกจดจำได้เพียงบางอย่าง โดยไม่ได้ตั้งใจจะเลือกมันเป็นพิเศษ..........ดังนั้น มีความสุขอยูกับปัจจุบัน เข้าใจว่ามันก็เป็นวิถีธรรมชาติที่มีอยู่จริง, สอนบุตรหลานให้เคารพศักดิ์ศรีตัวเองไม่ให้ไปประพฤติต่ำทรามดีกว่า

 

หากพูดถึงในแง่วิวัฒนาการ.. เกย์ มีมานานมากแล้ว, เพศก็ไม่ได้มีเพียงชาย-หญิง,, สิ่งมีชีวิต พืช, ฟองน้ำ, เห็ดรา, ไฮดรา, หอย, แบคทีเรีย, ไวรัส ฯลฯ มีวัฒจักรชีวิต รูปแบบเพศ-การสืบพันธุ์ ที่ไม่ได้มีแค่ 2 เพศเสมอไป!!.... นั่นเป็นเรื่องของการสืบพันธุ์

หากพูดถึงอารมณ์และความพึงพอใจ การใช้ Sex เป็นเครื่องปลดปล่อย แสวงหาความสุข ระบายความเครียดนั้น, ก็ไม่ได้มีเพียงมนุษย์ที่ทำเรื่องแบบนี้เป็น ....และนอกจากมนุษย์แล้ว สัตว์บางชนิด ก็ยังมีความสัมพันธ์ระหว่าง "เพศเดียวกัน" อีกด้วย เช่น.. โลมา, แมวน้ำ, วาฬสีเทา, หงส์ดำ, ละมั่ง, ยีราฟ, วัวไบซัน, ลิงแสมญี่ปุ่น, ชิมแพนซี ฯลฯ ---ซึ่งสัตว์ที่กล่าวมานี้ บางชนิดนิยมมีเซ็กส์กับเพศเดียวกัน มากกว่าเพศตรงข้ามซะด้วยซ้ำ


มนุษย์ผู้มีระบบประสาทซับซ้อนที่สุด ก็คงไม่แปลก ที่จะถูกเหนี่ยวนำให้รักชอบเพศเดียวกัน, เป็นเรื่องธรรมดาที่มีมานานมากแล้ว,, เหตุผลเบื้องหลังกฎธรรมชาตินี้ว่ากันว่า เป็น "กลไกการลดประชากร"

ซึ่งในสมัยก่อนประชากรทั้งโลกซึ่งมีอยู่เพียง 5 ล้านคน (ทั้งโลกนะ-จากกราฟประชากรของนักนิเวศวิทยา) เกย์ก็อาจจะมี แต่มีอยู่ในปริมาณที่น้อย จึงดูเป็นเรื่องแปลก > แต่เมื่อประชากรมากขึ้นอย่างปัจจุบันคงไม่แปลกอะไรที่จะปรากฎให้เห็นในจำนวนที่มากขึ้น ------ขนาดในสมัยพุทธกาล ยังมีเรื่องราวของ 'ชายบำเรอ' ปรากฎอยู่เลย

อย่าว่าแต่เกย์โดยกำเนิด... กลไกสมองของมนุษย์เรามันซับซ้อน!! แม้แต่ชายจริงหญิงแท้ ก็สามารถถูกเหนี่ยวนำให้รู้สึกตอบสนองต่อเพศเดียวกัน ตามสัญชาติญาณ Bisexual ที่ซ่อนอยู่ในตัวทุกคนออกมาได้เช่นกัน ...หรือเกย์เอง เกย์ก็อาจรู้สึกกับเพศตรงข้ามได้เช่นกัน

 

 

ตอนที่ 3 ความเข้าใจในด้าน "สังคมศาสตร์" เกี่ยวกับวิถีเกย์

 

 

เราต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งว่า "ศาสนา" ไม่ได้มีบทบาทเป็นแค่เพียงศาสนาเท่านั้น ในของทุกๆสังคมบนโลกนี้.. หากแต่มีอิทธิพลต่อชุมชนมนุษย์ในหลายด้าน เช่น ศิลปะ, การเมืองการปกครอง, วิถีชีวิต, มโนคติ, ภาษา, ฯลฯ

เราเคยรู้หรือไม่? ว่าศาสนาพุทธถูกใช้เป็นเครื่องมือในสังคมไทยอย่างไรบ้าง?

ประเด็นนี้สามารถเปิดสอนได้เป็นคอร์สทั้งเทอมของนักศึกษาปริญญาตรีได้เลยทีเดียว,
ศาสนาพุทธถูกใช้เป็นเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆนานา อย่างเป็น "รูปธรรม" มาแต่ไหนแต่ไร

.................................

ทำไมสังคมต่างๆ ถึงมีมาตรฐานแนวคิดเกี่ยวกับ "เกย์" ที่ต่างกัน?

ปัจจัยหลักที่จะตอบประเด็นนี้ได้เลยอย่างไม่ต้องคิดมากคือ "ศาสนา" ,,บางศาสนา ถือว่าผู้ประพฤติตนในแนวทางนี้ มีความผิดบาปอย่างมหันต์! ต้องฆ่า ต้องกำจัด......คนส่วนใหญ่ก็เชื่อไปตามจารีตนั้นๆ //ใครล่ะเป็นผู้กำหนดจารีต!? // >>ศาสดาไงล่ะ ... = "มนุษย์" ผู้ที่เป็นผู้นำทางความคิด

ศาสดาผู้ที่ไม่ได้เป็นเกย์ หรือไม่ได้มีความเข้าใจในธรรมชาติอย่างถ่องแท้.. มีความคิดเห็นว่าอารมณ์และความรู้สึกของตนที่ "ปกติ" นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง.... ดังนั้นเมื่อศาสดากำหนดลู่ทางไว้ แนวโน้ม วิถีปฏิบัติของคนในสังคมนั้นๆ จึงออกมาเป็นไปตามนั้น

แต่ถามว่าเรื่องพรรค์นี้ : รสนิยมรักชอบเพศเดียวกัน จะไม่มีเลยในสังคมนั้นๆหรือ!? ...คำตอบคือ มีครับ!

แม้สังคมใดจะปิดกั้นขนาดไหนก็ตาม แต่คลิปเกย์ที่ผมสะสม ก็มีเกือบครบทุกประเทศนะ  
ประเทศไหนยิ่งห้าม,,, โอ้ยย อย่าให้เซดดด > มันยิ่งแซ่บ!!!


เพราะอะไรล่ะ? ......เพราะแท้จริงแล้ว มันเป็นเรื่องในธรรมชาติที่ปกติมากๆเลยน่ะสิ... ตราบใดที่มนุษย์ยังชอบ 'สี' ไม่เหมือนกัน, ชอบกินรสชาติเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ด ไม่เหมือนกัน, คำอธิบายของ "รสนิยมทางเพศ" ก็คงจะอยู่ในเหตุผลเดียวกัน++

ศาสนาคริสต์ (ขออนุญาติเอ่ยชื่อศาสนา) เป็นศาสนาหนึ่งที่ระบุถึงเรื่องการสมสู่กับคนเพศเดียวกันเป็นความผิดบาปร้ายแรง [คาดว่ามีอิทธิพลแนวคิดมาจากพระคัมภีร์ฉบับเก่า] ...แต่กระบวนการ "ฉีกคำสอน" มันเริ่มมาตั้งแต่ยุคจักรวรรดิ์นิยม ยุคที่รู้ว่าโลกกลม ไม่ได้แบนดังที่กล่าวอ้างไว้......นั่นจึงทำให้คนตะวันตก เริ่มมีแนวคิดที่เป็น Egonism มากขึ้น -ความเป็นตัวเอง ความเป็นเสรีถูกให้ความสำคัญมากขึ้น

ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่า สังคม LGMF ในสังคมที่เป็นคริสต์ จึงเป็นที่น่าแปลกว่า จะก้าวหน้าและดำเนินไปอย่างเสรีมากที่สุด..... ในสหรัฐ ชุมชนเกย์มีความเป็นการเมืองสูงมาก มีการจัดองค์กรที่เป็นระบบ มีการผลิตสิ่งพิมพ์ให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิทางการเมือง สุขภาพ และ วัฒนธรรมอยู่หลายฉบับ ในทุกสถาบันการศึกษา จะมีองค์กรนักศึกษาที่เรียกว่า ชมรม 10% ของสังคม ชมรมนี้ถือกำเนิดขึ้นมาจาก ข้อสมมติฐานที่ว่า ในสังคมหนึ่งๆ ประมาณกันว่า อย่างน้อย จะมีประชากรจำนวน 10% ที่มีความสนใจทางเพศในเพศเดียวกัน

แต่ก็มิใช่ว่าจะไม่มีการแอนตี้เลยซะทีเดียว //อาชญากรรมที่เกิดกับกลุ่มคนรักร่วมเพศ ยังคงมีรายงานจากผลการสำรวจ ที่พบว่ากลุ่มรักร่วมเพศในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป ..กว่า 1 ใน 4 เคยถูกทำร้ายหรือคุกคามอย่างรุนแรง ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

---มันเป็นเรื่องของ "คนส่วนใหญ่" มากกว่า... เป็นความรุนแรงที่เกิดจากความเกลียดชัง ว่าพวกนี้แตกต่างไปจาก "คนส่วนใหญ่" โดยไม่ได้มีเหตุผลใดเป็นพิเศษอยู่เบื้องหลัง


ย้อนกลับมาที่ศาสนาพุทธเรา
ในความเป็นจริงแล้ว ศาสนาพุทธ แทบจะไม่ได้แตะเรื่องรสนิยมทางเพศนี้เลย.. อาจจะเป็นเพราะในสังคมอินเดียสมัยก่อนคุ้นชินกับการมี "ชายบำเรอ" ที่ปรากฎตัวในสังคม ดังนั้นมันจึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่แปลกอะไรที่พระพุทธเจ้าจะทรงเข้าใจว่า เรื่องแบบนี้มันก็มีอยู่จริงบนโลก

มีเพียง อภัพบุคคล ในหมวดพระวินัยเท่านั้น ที่กล่าวเป็นประโยคสั้นๆ จำแนกว่าบุคคลใดบ้างที่ทรงห้ามบวชในบวรศาสนาของพระองค์ (ผมจะอธิบายที่มาที่ไปในตอนที่ 4).... และนั่นเอง จึงทำให้คนเอาไป "ตีความ" ใส่สีตีไข่ เพิ่มอรรถรส จนทำให้ลืมนึกถึงบริบทอื่นๆ ลืมนึกถึงเหตุและผล อันเป็นที่มาที่ไป

ยิ่งศาสนาพุทธในสุวรรณภูมิ (เอเชียอาคเนย์) ด้วยแล้ว : ซึ่งเป็นสังคมพุทธแบบสหภูมิ แบบขนมชั้น ที่หยิบเอาพุทธ มาซ้อนกับความเชื่อพื้นเมือง ซ้อนกับความเชื่อฮินดู......การถามถึงเหตุและผลจึงถูกลืมเลือนไปอย่างง่ายดาย

หากตีความจากสุตตันตปิฎก ที่บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ครั้งพุทธกาล จะเห็นว่า ความงดงามของสรีระเพศชายถูกให้ความสำคัญไม่แพ้สตรีเพศเลยเช่นกัน.... ดังเช่น
- พระมหากัจจายนเถระผู้ที่มีรูปงามจนเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญ จนต้องฉันให้อ้วนฉุ รูปร่างอัปลักษณ์,
- พระอานนท์ผู้มี "ผิวพรรณงดงาม" 
จนนางทาสีโกกิลาลุ่มหลง ฯ

*สิ่งนี้บอกอะไร? ...ก็บอกว่าการชื่นชมความงามของผู้ชาย เป็นเรื่องที่ีอยู่จริงในสังคมอินเดียสมัยก่อนไงล่ะ

 

ในหลายๆพื้นที่ มีการยอมรับวิถีเกย์อย่างเปิดเผย ถึงชั้นเชิดชูซะด้วยซ้ำ... ยกตัวอย่าง เช่น 

✿ Zeus จอมเทพแห่งชาวโรมัน ก็ยังมีตำนานว่าพระองค์นั้นมีใจกับชายชื่อ Ganymade ชายหนุ่มหน้าตาดีผู้เป็นบุตรแห่ง Tros กษัตริย์แห่งกรุงทรอย (ตุรกีในปัจจุบัน)

✿ อาณาจักรโรมัน ซึ่งถือว่า การที่นักรบ "ใกล้ชิดกันเอง" นั้น เป็น sex ที่บริสุทธิ์! ที่สุด ..เป็นการเสพสมที่สูงค่า มีประโยชน์ | เพราะนอกจากจะสนองความใคร่แล้ว นักรบเพศชายยังจะได้แลกเปลี่ยนทัศนะคติ ความรู้ การเมือง ฯลฯ... ซึ่งเป็นเรื่องของผู้ชาย ที่ผู้หญิงนั้นต้อยต่ำ ไม่อาจมาล่วงรู้ได้ 

✿ หรือพระทิเบต ซึ่งมักจะมีการฝากฝังเณรให้พระผู้ใหญ่กว่าดูแล.. ทั้งด้านความรู้และกามารมณ์ (เป็นเรื่องธรรมชาติ ที่ถือว่าไม่ผิดในทิเบต) พระผู้น้อยจะได้รับอภิสิทธิ์ในด้านสังคมจากพระผู้ดูแล

✿ ชนอินเดียนแดง ที่เชื่อว่า "คนสองจิตวิญญาณ" เป็นผู้มีพลังพิเศษที่จะสื่อกับธรรมชาติ เด็กคนไหนที่ได้รับบทบาทนี้ จะถูกให้สิทธิเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และเรียนรู้วิถีทางแห่ง "ชาแมน" (ผู้สื่อวิญญาณ)

✿ นักรบเผ่านึงในแอฟริกา (ผมเคยอ่านจากหนังสือ 'ต่วยตูน แต่ลืมชื่อเผ่าไปแล้ว) มีการเลี้ยงเด็กชายไว้เป็นภรรยา และให้อภิสิทธิ์ทางสังคม.. ขุนพลนายหนึ่งจะมีเมียเป็นผู้หญิงจริงๆไว้เพียงสืบสกุลแค่ 1-2 คน แต่กลับเลี้ยงเด็กชาย 4-5 คนไว้บำเรอสวาท และมียศเป็น "เมียหลวง" ที่เมียผู้หญิงจะต้องให้ความเคารพ
เมื่อเด็กหนุ่มโตขึ้น (อายุราว 30-40) ด้วยทักษะการรบและการครองเรือนที่ได้ฝึกฝนมา เมื่อช่ำชองแล้ว ก็จะแยกตัวออกไปเปิด 'ฮาเร็มส่วนตัว' อย่างว่านี้ใหม่อีกครั้ง

✿ นักรบอเมซอน เผ่าคุจา ที่เป็นตำนานร่ำลือโจษขาน ว่าเป็นกลุ่มนักรบหญิงล้วน ที่มีฝีมือการรบที่เก่งกาจ มีอำนาจทางสังคมมากกว่าเพศชาย

✿ แม้แต่สังคมไทยสมัยก่อน ยังมีการเล่นสวาท (ชาย-ชาย) หรือเล่นเพื่อน (หญิง-หญิง) ในขอบขัณฑสีมา ในเขตรั้วเขตวังเลย! 

✿ พระสงฆ์ไทยในประวัติศาสตร์ (ทั้งสยาม, ทั้งล้านนา) ยังมีประวัติการเลี้ยงสามเณรก้นกุฎิมาแต่ไหนแต่ไหร มีการตบตีแย่งชิงตำแหน่งหลวงกันซะด้วยซ้ำ (เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ผมเคยเรียนมา)


ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ค่านิยมของสังคม เป็นเรื่องที่หมุนเวียนแปลเปลี่ยน กฎ, ระเบียบ, จารีต มนุษย์ล้วนแต่เป็นผู้สร้างขึ้นมา.. เป็นเพียงสิ่งมายาที่ไม่อาจตัดสินว่า การเป็น "เกย์" เป็นเรื่องผิดบาป/คำสาป/หรือกรรมที่ต้องมาชดใช้.... เพราะสังคมอื่น เค้าก็ไม่ได้คิดแบบนี้เสมอไป

การที่เกย์เลิกราบ่อย หรือดูเหมือนจะไม่เจอรักที่มั่นคงซักที นั่นเป็นเพราะแรงขับทางเพศที่มีสูงมาก /จึงเบื่อง่าย /ไม่มีลูกไว้เป็นภาระเหมือนชาย-หญิง คิดจะแยกทางมันก็ทำได้ง่ายๆ

....ทั้งๆที่จริงๆแล้ว จากงานวิจัยพบว่า ชายจริงหญิงแท้ ก็มีอารมณ์รักดูดดื่มได้ราวๆ 3-5 ปี เท่านั้น/แต่ที่ต้องทนอยู่ด้วยกันเพราะมีลูก มีปัจจัยอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจร่วมกัน, ทะเบียนสมรส-ผลทางกฎหมาย เป็นต้น

มันไม่ใช่เรื่องของคำสาปบาปเวรอะไร ; หากตั้งใจหยุดที่กันและกันจริงๆ มันก็ขึ้นอยู่ระหว่างคน 2 คนล้วนๆ    จริงมั้ย!?

-----------------------------------------------------------
หลักสูงสุดของศาสนาพุทธ : บุคคลจะดีชั่ว มีได้อยู่ที่วรรณะหรือชาติกำเนิด หากอยู่ที่การกระทำ ภพภูมิของจิตใจเป็นสำคัญ... 

**นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าต่อสู้มาตลอด กับการแบ่งชนชั้นวรรณะตามคติพราหมณ์ของอินเดีย**

ผู้เป็นชาวพุทธแท้ ย่อมมองคนเท่ากัน ที่มีความสามารถ, มีประสิทธิภาพที่จะขวนขวายถึงทางหลุดพ้นละกิเลสได้เหมือนๆกัน.. 

 

 

 

ตอนที่ 4 ความเข้าใจที่ 'ถูกต้อง' ในพระไตรปิฎก ว่าด้วยเรื่องการห้ามบวช

 

 

ก่อนที่จะอ่านบทความนี้ ผมใคร่ขอให้ท่านผู้อ่านลบภาพความศรัทธา, ลบความงมงายที่เคยนับถือว่าพระไตรปิฎกเป็นของสูง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา ที่ต้องเชื่อไปตามนั้นทุกตัวอักษร..... ลบทิ้งไปให้สิ้นครับ!! .....เพราะแท้จริงแล้ว มันไม่ใช่!! ...ไม่ใช่ของที่จะเอาไว้กราบไหว้บูชา ไตรปิฎกเป็นเพียง “หนังสือ” สามตระกร้า ที่ชี้แนะแนวทาง ให้ทดลองปฏิบัติก่อนจะเชื่อ ,,,เสมือนเป็นหนังสือ text book



ดังนั้น ส่วนที่เป็นนิยายปรัมปรา เหตุอภินิหารมหัศจรรย์ อะไรก็ตามแต่ ฯลฯ ที่ปรากฎอยู่ในไตรปิฎก... มันก็ยังเป็นนิยายปรัมปรา “ที่ไม่มีอยู่จริง”.... ก็คล้ายๆกับเป็นแอนิเมชั่นประกอบคำบรรยาย ซึ่งเป็น CD แถมมากับ text book >> มีหน้าที่ช่วยทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น (หรือบางครั้งอาจจะยุ่งยากกว่าเดิม) แต่แอนิเมชั่นก็ยังเป็น “สิ่งประดิษฐ์” อยู่วันยันค่ำ ที่เรามีสติปัญญาพอจะรับรู้ได้ว่ามันไม่มีอยู่จริง........เคลียร์นะ! XD


*จงอย่าเชื่อเพียงเพราะอิงจากตำราที่ว่ามาตามๆกัน แต่ต้องใช้ปัญญาพิจารณาประกอบ *หนึ่งในคำสอนกาลามสูตร


พระไตรปิฎกนี้ ถูกเขียนขึ้นมาภายหลัง อย่างที่เราๆท่านๆทราบกันดี... เป็นการรวบรวมเอา “คำสอนวิชาการ” (อภิธรรมปิฎก), “ระเบียบข้อบังคับ” (วินัยปิฎก), “แอนิเมชั่น นิทานปรัมปรา” (สุตตันตปิฎก)......เท่าที่พระสงฆ์ลูกศิษย์ลูกหาของพระพุทธเจ้าจดจำได้ ก็รวมๆกันมาเขียนบันทึกไว้หลังจากที่ท่านปรินิพพานแล้ว ...สาเหตุที่ต้องมาประมวณบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ศาสนาคงอยู่อย่างถาวร และจะได้เป็นบรรทัดฐานกำกับไม่ให้พระรุ่นหลัง “หละหลวม”

เมื่อเวลาผ่านพ้นไป พระไตรปิฎกก็ถูกชำระ, ลดทอน, เขียนเพิ่ม แต่งเติมสีสัน ---โดยคนยุคหลังๆ ผ่านการสังคายนา ซึ่งมีครั้งสำคัญๆของโลก ถึง 9 ครั้ง........ ดังนั้นมันจึง ‘ผิดเพี้ยนไปจากของเดิม’ อย่างไม่ต้องสงสัย จนไม่รู้ซะด้วยซ้ำว่าของดั้งเดิมจริงๆ มันเป็นอย่างไร!?

***เชื่อกันว่า*** เหตุการณ์ที่ทำให้พระไตรปิฎก บิดพริ้ว และเวอร์ที่สุด! จนดูเหมือนจะเป็นคัมภีร์พระเวทย์ของพราหมณ์ก็มิปาน |นั่นคือการเขียน “อรรถกถา” (ส่วนที่เป็นคำอธิบายโดยใส่รายละเอียด *ส่วนนี้แหล่ะที่มักจะแต่งเสริมเติมสีกันมาในภายหลัง) โดย “พระพุทธโฆษาจารย์ (Buddhaghosacharya)” 

พระสงฆ์ท่านนี้เป็นปราชญ์คนสำคัญในประวัติศาสตร์ชาวพุทธ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนเขียนหนังสือมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง!! (เขียน renovated พระไตรปิฎกอ่ะ, จะไม่เยอะได้ไง!) //ซึ่งพระสงฆ์ท่านนี้ เกิดใน “ตระกูลพราหมณ์” ราวๆ พ.ศ. 945 แต่ต่อมาภายหลังเกิดศรัทธาวิถีพุทธ จึงละทิ้งศาสนาพราหมณ์ มาเข้ารีตบวรพุทธศาสนาแทน.... และถูกเชิญให้มาชำระส่วนอรรถกถา ในการสังคายนาครั้งที่ 6 ที่ลังกาประเทศ ในสมัยของพระเจ้ามหานาม

*ก่อนจะอ่านเนื้อหาต่อไปนี้ พึงระลึกอยู่เสมอว่า อรรถกถา เราไม่มีทางรู้ได้เลย ว่ามันคือของแท้ต้นฉบับเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อนหรือไม่!? อาจจะเป็นใครที่สังคายนาแล้วมาแต่งเติมก็เป็นได้ ยิ่ง “พระพุทธโฆษาจารย์” ผู้แตกฉานคัมภีร์พระเวทย์ของพราหรมณ์ และนิยมสอดแทรกแนวคิดแปลกๆลงไปในไตรปิฎก ก็เป็นได้...

=============================================
แต่ในเมื่อศาสนาของเราได้ชื่อว่าเป็น พุทธะ หรือ ผู้ตื่น, ผู้ใช้ปัญญา
...ไอ้ส่วนสีสันที่ไม่เป็นประโยชน์ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปหลงงมงาย หยิบ, สกัด เอาแต่แก่น มาวิเคราะห์กันแบบผู้รู้ดีกว่า

**สาเหตุที่ผมยกมาเน้นย้ำนี้ เพราะบทความต่อจากนี้ไป ผมจะใช้ตรรกะ ปัญญา และเหตุผลวิเคราะห์
...ดังนั้นจึงต้องใช้ความคิด “แบบคนสมัยใหม่” ล้วนๆ ในการทำความเข้าใจไปพร้อมๆกันนะครับ  (ไม่เอาหัวโบราณนะ)**

=============================================



ส่วนที่เป็นระเบียบข้อบังคับ ซึ่งห้าม ”บัณเฑาะก์” บวชนั้น......จัดอยู่ในหมวด วินัยปิฎกนั่นเอง (นี่แหล่ะ! คือประเด็นที่เราจะพูดถึงกัน ...อีกยาว)


อภัพบุคคล ในพระวินัย หมายถึงคนที่ถูกห้ามอุปสมบทเด็ดขาด ๓ ประเภท คือ

๑. คนมีเพศบกพร่อง
ได้แก่ บัณเฑาะก์ (ขันที กะเทย) คนมีสองเพศ
๒. คนประพฤติผิดพระธรรมวินัย
ได้แก่ คนฆ่าพระอรหันต์ คนทำร้ายพระพุทธเจ้า คนทำสังฆเภท คนลักเพศ (แปลว่าพระปลอม : คือแอบลักเข้ามาอยู่ในสมณเพศ) เป็นต้น
๓. คนประพฤติผิดต่อผู้ให้กำเนิดของตน
ได้แก่ คนฆ่าบิดา คนฆ่ามารดา

: ซึ่งถ้าพูดถึงความเป็นจริงแล้ว ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่นั้น /ไม่ได้มีการ “ตรา” กฎระเบียบ มาใช้บังคับสาวกของพระองค์อย่างชัดเจน/ เพียงแต่ทรงชี้แนะว่า อย่างนี้ไม่ควรทำนะ, อย่างนี้ทำไม่ได้นะ..... กฎระเบียบที่เป็นข้อชี้แนะนี้ หลายๆข้อ มีที่มาจาก “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง” พอมีปัญหาเกิดขึ้น ..พระองค์ก็แก้ไขปัญหาชี้แนะเป็นอย่างๆไป

 


และแน่นอนว่าในสมัยพุทธกาลนั้น การที่มี “เกย์” เข้ามาบวชเป็นพระสงฆ์ >> อาจจะทำให้มีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นจริงๆ<< จึงทำให้พระองค์บัญญัติไว้ว่า สาวกของพระองค์ไม่ควรบวชให้นะ ส่วนใครที่บวชไปแล้ว ก็ให้สึกซะ!! *พระไตรปิฎกกล่าวไว้แบบนี้จริงๆ = นั่นแปลว่าเคยมี, และมีปัญหาเกิดขึ้นจริงๆ#เข้าใจตรงกันนะ!

ปัญหาที่บันทึกไว้ มีอยู่ 2 กรณี ดังนี้

1. จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑
มีบัณเฑาะก์คนหนึ่งบวชในสำนักภิกษุ แล้วเที่ยวไปชวนพระรูปอื่นๆ
“นี่เธอๆ มาล่วงเกินฉันสิ” (-_-“) ..ชวนพระภิกษุรูปไหนๆ ก็ไม่มีใครเล่นด้วย มีแต่โดนด่ากลับ “ไอ้บัณเฑาะก์ Chip หาย ไอ้ทุเรศ!”
พระบัณเฑาะรูปดังกล่าว ก็ไปชวนคนเลี้ยงช้าง คนเลี้ยงม้า ให้มีอะไรด้วยกับตน จนคนเค้าด่าติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้เป็นบัณเฑาะก์! พอทราบความถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงออกกฎว่าห้ามบวช ใครที่เคยบวชแล้วก็ให้สึก

2. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท จิตตวรรคที่ ๓
อันนี้ไม่ต้องไปอ่านหรอก เป็นนิทาน (-_-“)
อยู่ในโหมด "อรรถกถา" อีกตามเคย มีอภินิหารการแปลงร่างอย่างกับกะเทยเป็นซุปเปอร์แมน เหาะได้


พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับกรณีนี้ว่า 
(กรณีที่ 1 ที่เคยเกิดขึ้นจริงๆ)

เนสํ หิ น ภิกฺขเว ปณฺฑโก ปพฺพาเชตพฺโพ โย ปพฺพาเชยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ อาทินา ปพฺพชฺชา อุปสมฺปทา จ ปฏิกฺขิตฺตาฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัณฑโก (บัณเฑาะก์) อันภิกษุไม่พึงให้บวช ภิกษุใดให้บวช ภิกษุนั้นพึงทำไม่ดี

ตสฺมา เตปิ ปาราชิกาฯ

พึงถือว่าเป็นการปาราชิกแล้ว

ปพฺพชฺชาปิ เนสํ ปฏิกฺขิตฺตา ฯ

แม้การบรรพชาก็ไม่พึงกระทำ

ปณฺฑโก ภิกฺขเว อนุปสมฺปนฺโน น อุปสมฺปาเทตพฺโพ อุปสมฺปนฺโน นาเสตพฺโพ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบันที่เป็นบัณเฑาะก์ ภิกษุไม่พึงให้บวช ที่บวชแล้วพึงให้สึกเสีย

^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^
จากพุทธวจนะ (คำพูดของพระพุทธเจ้า) มีเพียงเท่านี้จริงๆ!! จะเห็นได้ว่าไม่ได้มีส่วนเรื่องเวรกรรมข้ามภพข้ามชาติเข้ามาเกี่ยวข้องเลย,,, สาเหตุที่ทรงตรัสห้าม มันมีเหตุผลบริบูรณ์อยู่ในตัว

เราอย่าลืมว่า บัณเฑาะก์ เกย์ กระเทยนั้น เป็น “เพศชาย” เพศผู้มีราคะตัณหามาก ไม่ต่างจากชายปกติ... เพียงแต่พึงพอใจกับเพศชาย แทนที่จะเป็นเพศหญิงเท่านั้นเอง! ดังนั้นหากรับเข้าอุปสมบทมาอยู่ในสังคมพระสงฆ์องค์เจ้า ซึ่งเป็นสังคมชายล้วน... เหมือนกองทหาร, คุกชายล้วน เป็นต้น ตัณหาราคะย่อมจะถูกปลุกเป็นธรรมดา เหมือนเอาไฟวางใกล้น้ำมัน และอาจจะเป็นการรบกวนพรหมจรรย์ของสมณเพศ ไปลวนลามปลุกกำหนัดพระรูปอื่นๆ

อย่าว่าแต่ เกย์-กะเทย เลย ...มันก็เหมือนกับชายแท้อยู่ใกล้กับผู้หญิงน่ะแหล่ะ ต่อให้ปฏิบัติเคร่งแค่ไหนก็อาจจะถูกราคะรบเร้าได้เช่นกัน ถ้ากะเทยมีกรรม, ชายแท้ก็คงมีกรรมไม่ต่างกัน จริงมะ!? ..........นั่นจึงทำให้พระพุทธเจ้าไม่รับภิกษุณีในตอนแรกเช่นกัน เพราะไม่อยากให้ใกล้ชิดกับพระสงฆ์ผู้เป็นบุรุษเพศ (แม้แต่การถวายทานยังต้องใช้ผ้ารองรับเป็นสื่อกลาง ห้ามรับจากมือสีกาโดยตรง) จนพระอานนท์ไปขอไว้ให้มีการบวชผู้หญิงได้ (และภิกษุณีก็ต้องระมัดระวังตัวเอง ถือศีลที่มากขึ้นกว่าพระปกติ)

ถ้าเพียงเหตุเท่านี้แล้วมา “ใส่ความ” ว่าการเกิดมาเป็นบัณเฑาะก์นั้น เป็นกรรมหนักจากชาติปางก่อน
.....ก็จงพิจารณาพุทธภาษิตต่อไปนี้ 

โลกจิตฺตมถนา หิ นาริโย 
; สตรีเป็นผู้ย่ายีจิตของโลก (กุณาลชาดก ๒๗/๒๐๘)

เอตํ สิวํ อุตฺตมมาภิปตฺถยํ น มาตุคาเมหิ กเรยฺย สนฺถวํ 
; ผู้หวังความสุขอันสมบูรณ์ ไม่ควรทาความสนิทสนมกับสตรี (สมุคคชาดก ๒๗/๒๕๙)

มุฏฺฐสฺสตี ตา พนฺธนฺติ เปกฺขิเตน มหิเตน จ อโถปิ ทุนฺนิวตฺเถน มญฺชุนา ภณิเตน จ 
; สตรีทั้งหลาย ย่อมผูกพันบุรุษผู้ลุ่มหลง ด้วยการมองดู การหัวเราะ การนุ่งห่มลับล่อ และการพูดจาอ่อนหวาน (มาตุปุตติกสูตร ๒๒/๖๙)

ทุกฺโข อิตฺถิภาโว อกฺขาโต
; ความเป็นลูกผู้หญิง ท่านว่ามีทุกข์ (กีสาโคตรมีเถรีคาถา ๒๖/๔๗๔)

อิตฺถี มลํ พฺรหฺมจริยสฺส
; สตรีเป็นสิ่งมัวหมองของพรหมจรรย์ (อุปปถสูตร ๑๕/๕๒)

ถ้าการเกิดเป็นเกย์แปลว่ามีกรรม,, งั้นการเกิดเป็นผู้หญิง ไม่ถือว่าเป็น “โคตรกรรม” หรอกหรือ!???? ผู้หญิงทั้งโลกคงจะผิดตั้งแต่เกิดมาแล้วกระมัง!? ........ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะ เพียงแต่ยกมาเปรียบเทียบให้มองอย่างเป็นธรรมเฉยๆ



////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////


ส่วนที่กล่าวอธิบายรายละเอียดของบัณเฑาะก์ ที่จำแนกเป็นชนิดต่างๆ และหยิบยกมาตีความกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันนั้น

>> อยู่ในส่วน “อรรถกถา” [ส่วนที่มีการปลอมแปลงแต่งเติมมากที่สุด ดังที่ผมกล่าวให้เหตุผลไปในข้างต้น]

อรรถกถาพระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ ข้อ ๑๒๕ ตัดความมาดังนี้ 

มีวิจฉัยว่า บัณเฑาะก์มี 5 ชนิด คือ 



1. อาสิตตบัณเฑาะก์
ยสฺส ปเรสํ องฺคชาตํ มุเขน คเหตฺวา อสุจินา อาสิตฺตสฺส ปริฬาโห วูปสมติ อยํ อาสิตฺตปณฺฑโก

บุคคลใดมีความกำหนัดกระวนกระวายแล้วเอาปากคาบองคชาตของบุรุษอื่นดูดกินซึ่งน้ำอสุจิแล้วจึงระงับดับความกระวนกระวาย หรือบุคคลบางพวกที่ตอนแรกยังไม่เกิดความกำหนัด ครั้นเมื่อได้ดูดกินซึ่งน้ำอสุจิแล้วเกิดความกำหนัดยินดี บุคคลทั้งสองพวกนี้ชื่อว่า อาสิตตกบัณเฑาะก์ 

(เชื่อว่าเกย์ทุกคนเข้าข่ายนี้นะ, จะรุกรับตุ๊ดสาวแมนฯ หากเคยใช้ปากกับของชายอื่น คงจะเข้าข่ายว่าบวชไม่ได้)


2. อุสุยยบัณเฑาะก์
ยสฺส ปน ปเรสํ อชฺฌาจารํ ปสฺสโต อุสฺสุยยาย ปริฬาโห วูปสมติ อยํ อุสฺสุยฺยปณฺฑโก

พวกบัณเฑาะก์ที่แอบดูการร่วมเพศ บุคคลผู้ใดได้โอกาสแอบดูบุรุษ และสตรีร่วมเพศกันอยู่ ก็บังเกิดความริษยาในขณะเดียวกัน ความกำหนัดยินดีที่ตนมีอยู่ก็ระงับดับลง คล้ายกับว่าตนได้เสพด้วยฉะนั้น บุคคลพวกนี้ชื่อว่า อุสสูยบัณเฑาะก์

(ในสังคมอินเดียสมัยก่อน การเป็นถ้ำมองแอบดูคนอื่น คงจะเป็นเรื่องแปลก และวิปริต ที่สังคมนั้นรับไม่ได้! จึงถูกจัดเป็นบัณเฑาะก์ประเภทหนึ่ง.... หากยึดหลักเกณฑ์ข้อนี้โดยเคร่งครัดสำหรับยุคปัจจุบัน ผมว่าชายแท้ทุกคนก็คงบวชไม่ได้เช่นกัน!! อย่าปฏิเสธนะ ว่าชายแท้ไม่ดูหนังโป๊!!!)



3. โอปักกมิยบัณเฑาะก์
ยสฺส อุปกฺกเมน พีชานํ อปนีตานิ อยํ โอปกฺกมิย ปณฺฑโก

บัณเฑาะก์พวกที่ถูกตอน บุคคลบางพวกที่ต้องถูกตอนไม่ให้มีความกำหนัดยินดีเกิดขึ้น เช่น พวกขันที ที่ต้องมีหน้าที่อยู่ใกล้ชิดกับนางสนมกำนัลของพระเจ้าแผ่นดิน



4. ปักขบัณเฑาะก์ 
เอกจฺโจ ปน อกุสลวิปาเกน กาฬปกฺเข ปณฺฑโก โหติ ชุณฺหปกฺเข ปนสฺส ปริฬาโห วูปสมติ อยํ ปกฺขปณฺฑโก

หมายความว่า บัณเฑาะก์ที่เกิดกำหนัดแห่งปักษ์ มีราคะกล้าเฉพาะวันข้างแรมไปจนถึงเดือนดับเพราะอกุศลวิบาก แต่พอข้างขึ้นก็สงบไป (เป็นเกย์เฉพาะข้างแรม!?) ปัจจุบันยังไม่มีวินิจฉัยทางการแพทย์ยืนยัน.. ผมเข้าใจว่าอาจจะเป็นที่รู้กัน เป็นความหมายที่เข้าใจตรงกันในสมัยก่อน พอมาสมัยนี้ความหมายเริ่มกร่อน, เลยทำให้ไม่รู้ว่าแท้จริงคืออะไร?



5. นปุงสกบัณเฑาะก์
อิตฺถีอุภโตพยญฺชนกสฺส อิตฺถีสุ ปุริสตฺตํ กโรนฺตสฺส อิตฺถี นิมิตฺตํ ปฏิจฺฉนฺนํ ปุริสนิมิตฺตํ ปากฏํฯ ปุริสอุภโตพยญฺชนกสฺส ปุริสานํ อิตฺถีภาวํ อุปคจฺฉนฺตสฺส ปุริสนิมิตฺตํ ปฏิจฺฉนฺนํ โหติ อิตฺถีนิมิตฺตํ ปากฏํ โหติฯ อิตฺถีอุภโตพยญฺชนโก สยญฺจ คพฺภํ คณฺหาตีติ ปรญฺจ คณฺหาเปติฯ ปุริสอุภโตพยญฺชนโก ปน สยํ น คณฺหาติ ปรํ คณฺหาเปติฯ

อันนี้ยาวหน่อย (-..-) เป็นบัณเฑาะก์แบบซับซ้อนที่สุด, กะเทยพวกนี้มี 2 เพศในร่างเดียวกัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อย 

5.1) อิตถีอุภโตพยัญชนก ตั้งท้องเองก็ได้ และทำผู้อื่นท้องก็ได้ --- หมายถึง กะเทยแท้ มีอวัยวะเพศทั้งสอง มีอยู่จริงทางการแพทย์

5.2) ปุริสอุภโตพยัญชนก หมายถึง กะเทยที่ร่างเป็นชาย แต่ใจเป็นหญิง, พอจะทำหน้าที่เพศชายก็ซ่อนรูป ซ่อนจิตใจที่เป็นหญิง, พอจะทำหน้าที่เป็นหญิง ก็ซ่อนรูปชาย แต่งกายและดัดจริตให้เป็นหญิง นั่นเอง

 



เอาล่ะ ทีนี้ก็เดินทางมาถึงบทสรุปของบทความทั้งหมดที่ผมบรรจงเขียน,,, เพียงแต่อยากให้ทำความเข้าใจซะใหม่ว่า เกย์-กะเทย เป็นเรื่องธรรมชาติ ที่ไม่ผิดบาป หรือผิดกรรมในความหมายงมงาย! พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้จริงว่าห้ามบวช แต่เป็นการห้ามโดยมีที่มาที่ไป มีเหตุผลประกอบ

ส่วนตัวผมก็เห็นด้วยนะ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของศาสนา...
ผู้ที่รู้ตัวว่าเป็นเกย์เป็นกะเทย ก็ไม่สมควรที่จะแหกกฎ ทำให้คนอื่นเค้าติติงศาสนาเราได้ เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต


ยกเว้นเสียแต่ว่า มีความตั้งใจ และแน่ใจจริง ว่าสนใจในการศึกษาปฏิบัติธรรม,,,
จะไม่ยอมให้ราคะกิเลส ชักนำไปในทางที่ผิด ไปลวนลาม ไปแอบมองพระรูปอื่น >> เพราะนี่ถือเป็นเรื่องที่รับไม่ได้!!!


ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน ก็มีความสามารถจะหลุดพ้นได้เช่นกัน... ต่อให้บวชพระไม่ได้ แต่ก็นุ่งขาวห่มขาว สมาทานศีล ทำจิตใจให้บริสุทธิได้ ไม่ผิดอะไร......คนที่คนมีความเป็นคนเท่ากัน ธรรมชาติสร้างมาอย่างไม่ลำเอียง เพียงแต่เมื่อมาอยู่ร่วมกัน ก็ต้องปฏิบัติตามกฎตามระเบียบเพื่อความเป็นไปอย่างเรียบร้อยนั่นเอง

เนื้อหาโดย: Zeslogo
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Zeslogo's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 23,611 ครั้ง
เขียนโดย Zeslogo
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
88 VOTES (4/5 จาก 22 คน)
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569เปิดรหัสลับเลขเด็ด: วิเคราะห์แนวทางแปลปกสลาก งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569จังหวัดอันดับหนึ่งของไทย ที่โดดเด่นเรื่องนางงามมากที่สุดAI วิเคราะห์สถิติ 20 ปีหวยงวด 16 ก.ค.69 ให้เลขท้าย 2 ตัวเน้นๆ!3 จังหวัดที่ถูกพูดถึงว่ามีคนถูกรางวัลที่ 1 บ่อยที่สุด5 ขนมหวานกัมพูชา มีอะไรที่หน้าตาคล้ายขนมไทยบ้างส่องแนวทางเลขเด็ดพญานาคคู่บารมีและเลขเด่นคำชะโนดต้อนรับดาวย้าย งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569เปิดข้อควรระวัง: 3 สิ่งห้ามแช่ช่องฟรีซ เสี่ยงตู้เย็นพังและอันตรายถึงชีวิตปลาน้ำจืดพันธุ์หายากมากที่สุด ที่ยังสามารถพบได้ในประเทศไทย4 สุสานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเชือกสีแดงบนไหล่ตำรวจ คืออะไร และมีไว้ใช้ทำหน้าที่อะไร?สาวดวงซวย ว่ายน้ำอยู่ดีๆโดนจระเข้กัดกิน ต่อหน้าแฟนหนุ่ม
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เขตของกรุงเทพมหานคร ที่มีสภาพเป็นพื้นที่ชนบทมากที่สุดย่างเนื้อยังไงให้นุ่ม ฉ่ำ น่ากินสุดๆ
ตั้งกระทู้ใหม่