"พระนางมาคันทิยา" ผู้ผูกอาฆาตพยาบาทต่อพระพุทธเจ้า
โพสท์โดย ขนมปังขิง
ครั้งหนึ่ง ณ แคว้นปัญจาละที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้นโกศล มีกรุงโกสัมพีเป็นเมืองหลวง เมื่อพระพุทธเจ้าเข้าไปในเมือง ทรงถูกเหล่าชนมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งได้รับสินจ้างจากพระนางมาคันทิยามเหสีของพระเจ้าอุเทน ผู้ผูกอาฆาตในพระพุทธเจ้า ติดตามด่าว่าเยาะเย้ยด้วยประการต่างๆ จนพระอานนท์ทนฟังไม่ไหว ได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่าควรจะเสด็จหนีไปเมืองอื่นเสีย แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงเห็นด้วย ทรงตรัสว่า เรื่องเกิดขึ้นที่ไหนก็ควรทำให้สงบ ณ ที่นั้นเสียก่อน จึงค่อยไปที่อื่น
ก่อนที่นางมาคันทิยา จะได้รับการอภิเษกเป็นมเหสีของพระเจ้าอุเทนนั้น เดิมทีนางเป็นธิดาของพราหมณ์ในแคว้นกุรุ บิดาชื่อ มาคันทิยาพราหมณ์ มารดาชื่อ มาคันทิยพราหมณี
นางมาคันทิยาเติบโตขึ้นมาจากการพะเน้าพะนอ เรียกร้องการปรนเปรอจากผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัวมาก นางมีทุกอย่างอย่างเหลือเฟือและใช้สอยมันอย่างฟุ่มเฟือย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า ความสุขในแต่ละวันของนางมาคันทิยาได้แก่การเฝ้าชื่นชมความงามของตัวเอง การอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดี โดยเฉพาะการเกิดมาเป็นคนในวรรณะพราหมณ์นั้น ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองอยู่ ‘เหนือ’ กว่าบรรดาคนทั้งหลายยิ่งนัก
หญิงสาวผู้นี้ค่อยๆ กลายเป็นบุคคลที่ใครจะว่ากล่าวแตะต้องไม่ได้ เพราะเธอแน่ใจว่าตัวเองดีวิเศษกว่าผู้อื่น จิตที่ถูกปล่อยให้ตกจมอยู่ในวิธีคิดแบบมิจฉาทิฐิทั้งวันทั้งคืนอย่างสม่ำเสมอ ได้เป็นดั่งสะพานอันมั่นคงที่ทอดให้ความโลภ โกรธ หลง ไหลเข้าครอบครองและสิงสถิตอยู่ในใจ
เนื่องจากนางมีรูปงามดุจนางอัปสร จึงมีเศรษฐี คฤหบดี ตลอดจนพระราชา จากเมืองต่าง ๆ ส่งสารมาสู่ขอมากมาย แต่บิดามารดาของนางก็ปฏิเสธทั้งหมดด้วยคำว่า “พวกท่านไม่คู่ควรแก่ธิดาของเรา” นางจึงครองความเป็นโสดเรื่อยมา
พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นอุปนิสัยของพราหมณ์สองสามีภรรยา จึงเสด็จมายังแคว้นกุรุ ฝ่ายพราหมณ์ผู้เป็นบิดาของนางออกไปธุระนอกบ้าน พบพระพุทธเจ้าในที่ไม่ไกลจากบ้านของตนนัก เห็นพระลักษณะถูกตาต้องใจและคิดว่า “บุรุษผู้นี้แหละคู่ควรกับลูกสาวของเรา”
พราหมณ์จึงเข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้าให้คอยอยู่ตรงนี้ก่อนตนจะกลับไปบอกนางพราหมณีผู้เป็นภรรยาและนำลูกสาวมายกให้ จากนั้นก็รีบกลับไปบ้านแจ้งแก่ภรรยาว่าพบชายผู้คู่ควรกับลูกสาวแล้ว ขอให้รีบแต่ตัวลูกสาวให้งดงามแล้วพาออกไปโดยเร็ว ฝ่ายพระพุทธเจ้ามิได้ประทับอยู่ตรงที่เดิม แต่ได้อธิษฐานประทับรอยพระบาทไว้ แล้วเสด็จไปประทับในที่ไม่ไกลจากที่นั้น สองสามีภรรยาพร้อมด้วยลูกสาวนางมาคันทิยา มาถึงที่นั้น ไม่เห็นพระพุทธเจ้าก็มองหาจนพบรอยพระบาท พราหมณ์ผู้สามีจึงกล่าวว่า
“นี่แหละคือรอยเท้าของชายคนนั้น”
เนื่องจากนางพราหมณีผู้ภรรยามีความเชี่ยวชาญเรื่องทำนายลักษณะฝ่าเท้า จึงบอกแก่สามีว่า
“รอยเท้านี้มิใช่รอยเท้าของคนเสพกามคุณ เพราะธรรมดารอยเท้าของคนที่มีราคะ จะมีรอยเท้ากระหย่งคือเว้าตรงกลาง คนที่มีโทสะ รอยเท้าจะหนักส้น คนที่มีโมหะ รอยเท้าจะหนักที่ส่วนปลาย แต่รอยเท้านี้เป็นรอยเท้าของคนไม่มีกิเลส ดังนั้น เจ้าของรอยเท้านี้จะไม่มีความยินดีในกามคุณ”
ฝ่ายพราหมณ์ผู้สามีไม่เชื่อคำนำนายของภรรยา พยายามมองหาจนพบพระพุทธเจ้า แล้วกล่าวกับภรรยาว่า
“ชายคนนี้แหละเป็นเจ้าของรอยเท้านั้น เป็นผู้ที่คู่ควรกับลูกสาวของเรา”
แล้วเข้าไปกราบทูลว่า
“ท่านสมณะ ข้าพเจ้าจะยกธิดาให้เป็นคู่ชีวิตแก่ท่าน”
พระพุทธเจ้าตรัสห้ามแล้วตรัสต่อไปว่า
“ดูก่อนท่านพราหมณ์ เมื่อตถาคตตรัสรู้ใหม่ ๆ ธิดามาร 3 คน ซึ่งมีร่างกายเป็นทิพย์สวยงามกว่าลูกสาวของท่านหลายเท่านัก มาประเล้าประโลมเรา เรายังไม่สนใจ ไม่พอใจ เหตุไฉนจะมาพอใจยินดีในลูกสาวของท่านลูกสาวของท่านนี้ แม้จะงามในฐานะมนุษย์ก็จริงแล แต่ทว่าความงามไม่ทนนาน อายุมากไปเท่าไร ความแก่เฒ่าก็จะเข้าครอบงำเข้าไปมากเท่านั้น ความเศร้ามากก็จะปรากฏภายนอก ในที่สุดผิวพรรณที่ผ่องใสก็จะกลายเป็นผิวพรรณหม่นหมอง ร่างกายที่มีความสวยสดงดงาม ก็จะโทรมไปทีละน้อย ๆ ถึงวัยกลางคนความงามก็จะสลายไป เหลือมาเล็กน้อยถึงวัยแก่หนังก็จะย่น ความงามก็ไม่ปรากฏ ความที่เป็นคนสวยงดงามก็จะสลายตัวไป และยิ่งกว่านั้นร่างกายลูกสาวของท่านเธอเต็มไปด้วย มูตร และ กรีส ( มูตร คือ ปัสสาวะ กรีส คืออุจาระ )ฉะนั้น ในเมื่อร่างกายลูกสาวของเธอแตกต่างกับนางตัณหา นางราคา นางอรดี เพราะนางตัณหา นางราคา นางอรดี นั้น ร่างกายเต็มไปความสวยสดงดงาม เพราะเป็นนามธรรม ไม่มีเหงื่อ ไม่มีไคล ไม่มีน้ำเหลือ น้ำเหลือง น้ำหนอง ไม่มีอุจจาระ ไม่มีปัสสาวะในกาย ตถาคตยังไม่ต้องการ แล้วจะต้องการอะไรกับลูกสาวท่าน ที่ร่างกายเต็มไปด้วยอุจจาระ ปัสสาวะ ความจริงอย่าว่าแต่ให้ตถาคตเอามาประดับประคองเป็นภรรยาเลย เวลานี้ แม้แต่เท้าของตถาคตก็ยังไม่อยากจะแตะร่างกายลูกสาวของท่านเลย”
เมื่อตรัสดังนี้แล้ว ทรงแสดงธรรมโปรดสองสามีภรรยาจนทั้งสองได้บรรลุเป็นพระอนาคามี
ฝ่ายนางมาคันทิยา ได้ยินพระดำรัสของพระพุทธเจ้าโดยตลอด รู้สึกโกรธที่พระพุทธเจ้า ตำหนิประณามว่าร่างกายของนางเต็มไปด้วยอุจจาระปัสสาวะ ไม่ปรารถนาจะสัมผัสถูกต้องแม้ด้วยเท้า จึงผูกอาฆาตของเวรต่อพระพุทธเจ้าตั้งแต่นั้นมา
ฝ่ายพราหมณ์สองสามีภรรยาตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะออกบวชจึงกราบทูลขออุปสมบทปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานนักก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งสองท่าน
เมื่อพ่อแม่ออกบวชแล้ว นางมาคันทิยาจึงไปอาศัยอยู่กับจูฬมาคันทิยะน้องชายของบิดาผู้เป็นอา ต่อมาจูฬมาคันทิยะอาของนางคิดว่าหลานสาวผู้มีความงามเป็นเลิศอย่างนี้ย่อมคู่ควรแก่พระราชาเท่านั้น จึงนำนางมาคันทิยาไปถวายเป็นพระมเหสีของพระเจ้าอุเทน
พระเจ้าอุเทนนั้นทรงเป็นราชาผู้เก่งกาจ เป็นยอดนักรบที่ชนะศึกสงครามทั่วสารทิศ แต่สิ่งเดียวที่ทรงแพ้เสมอมาคือ "อิสตรี"
แต่เดิมพระเจ้าอุเทนมีมเหสีอยู่แล้ว 2 องค์ คือ พระนางสามาวดี และ พระนางวาสุลทัตตา
เมื่อจูฬมาคันทิยะถวายมาคันทิยาหลานสาวของเขาแด่พระองค์นั้น อาจเรียกได้ว่าทรงหลงใหลความงามของนางมาคันทิยาแทบจะทันทีทันใด ได้พระราชทานหญิงบริวาร ๕๐๐ คนไว้คอยรับใช้นาง และแต่งตั้งนางมาคันทิยาไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี เฉกเช่นพระนางสามาวดีที่ทรงดำรงตำแหน่งนี้อยู่แล้วในขณะนั้น
พระนางมาคันทิยา
หัวใจของพระนางมาคันทิยาเต้นแรง เมื่อรู้ข่าวในวันหนึ่งว่าขณะนี้พระพุทธเจ้าได้เสด็จมายังกรุงโกสัมพี มหานครที่บัดนี้อำนาจและความยิ่งใหญ่ของพระนางได้แทรกซึมแผ่กระจายไปทั่วแล้ว
พระนางมาคันทิยา ได้โอกาส จึงว่าจ้างทาส กรรรมกร และนักเลงพวกมิจฉาทิฏฐิ ผู้ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ให้ติดตามด่าพระพุทธองค์ไปในทุกหนทุกแห่งทั่วทั้งเมืองด้วยคำด่า ๑๐ ประการ คือ "เจ้าเป็นโจร เป็นคนพาล เป็นคนบ้า เป็นอูฐ เป็นลา เป็นวัว เป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์ดิรัจฉาน สุคติของเจ้าไม่มี เจ้ามีแต่ทุคติอย่างเดียว" พระอานนท์ได้ฟังแล้วสุดที่จะทนไหว
จึงกราบทูลให้พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังเมืองอื่น พระพุทธองค์จึงตรัสถามว่า
“อานนท์ ถ้าคนที่เมืองนั้นด่าเราอีก เราจะทำอย่างไร?”
“ก็เสด็จไปที่เมืองอื่นต่อไปอีก พระเจ้าข้า”
“ถ้าคนที่เมืองนั้นด่าเราอีก เราจะทำอย่างไร?”
“ก็เสด็จไปที่เมืองอื่นต่อไปอีก พระเจ้าข้า”
“ดูก่อนอานนท์ ถ้าทำอย่างนั้นเราก็จะหนีกันไม่สิ้นสุด ทางที่ถูกนั้นอธิกรณ์เกิดขึ้นในที่ใด ก็ควรให้อธิกรณ์สงบระงับในที่นั้นก่อนแล้วจึงไป”
พระพุทธเจ้าตรัสต่อไปอีกว่า
“ดูก่อนอานนท์ ธรรมดาอธิกรณ์เกิดขึ้นแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายแล้วย่อมไม่เกิน ๗ วัน ก็จะสงบระงับไปเอง”
เมื่อแผนการที่พระนางมาคันทิยาวางไว้ไม่สำเร็จ เพราะไม่อาจทำให้พระพุทธเจ้าอับอายจนเสด็จออกจากเมืองไปได้ สร้างความคั่งแค้นในพระทัยให้กับพระนางมาคันทิยามากยิ่งขิ้น พระนางมาคันทิยาจึงหันไปเล่นงานพระนางสามาวดีแทน เนื่องมาจากพระนางสามาวดีอัครมเหสีองค์แรก ทรงเป็นพุทธมามกะที่มีศรัทธาและมีปัญญาเป็นเลิศ ทั้งพระนางและเหล่านางกำนัลบริวารของพระนางที่อยู่ในตำหนัก ล้วนแล้วแต่ปฏิบัติธรรมจนกระทั่งบรรลุเป็นพระโสดาบันเกือบทุกคน เป็นเรื่องธรรมดาเสียเหลือเกิน ที่คนอย่างพระนางมาคันทิยาจะต้องไม่ชอบหน้าอัครมเหสีผู้มาก่อน แต่สำหรับกรณีนี้มีความพิเศษที่ผิดแผกจากธรรมดาทั่วไป เพราะความไม่ชอบหน้านั้นได้พัฒนาแบบก้าวกระโดด ไปสู่ความเกลียดชังจนเข้ากระดูกดำอย่างรวดเร็วยิ่ง ทันทีที่พระนางได้รับรู้ว่า ผู้ที่อัครมเหสีองค์แรกทรงมอบความเคารพบูชาอย่างสูงสุดให้นั้นคือมหาบุรุษที่ “พาลสตรี”อย่างพระนางจัดอันดับให้พระองค์เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง ที่ต้องจองล้างจองผลาญไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
พระนางสามาวดี
พระนางมาคันทิยาจึงคิดอุบายใส่ความแก่พระนางสามาวดีและบริวารผู้มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าโดยส่งข่าวไปบอกแก่อาของตนขอให้ส่งไก่เป็นที่ยังมีชีวิตมาให้ 8 ตัว และไก่ตายอีก 8 ตัว เมื่อได้ไก่มาตามต้องการแล้วจึงเข้ากราบทูลพระเจ้าอุเทนว่า
“ข้าแต่สมมติเทพ ท่านปุโรหิตส่งไก่มาเป็นบรรณาการแด่พระองค์เพคะ”
“ผู้ใดมีความชำนาญในการแกงอ่อมไก่บ้าง?” พระราชาตรัสถาม
“พระนางสามาวดีกับหญิงบริวารเพคะ” พระนางมาคันทิยา กราบทูล
พระเจ้าอุเทนจึงรับสั่งให้ส่งไก่ไปให้พระนางสามาวดีเพื่อจัดการแกงมาถวาย พระนางมาคันทิยา ส่งไก่เป็นไปให้ พระนางสามาวดีเห็นว่าไก่ยังมีชีวิตอยู่จึงไม่ทำถวาย เพราะว่าตนสมาทานศีล
8 ย่อมไม่ฆ่าสัตว์จึงส่งไก่กลับคืนไป พระนางมาคันทิยาได้กราบทูลต่อพระสวามีว่า
“ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงรับสั่งให้ส่งไก่ไปใหม่พร้อมทั้งบอกว่าให้แกงไปถวายแก่พระสมณโคดม”
พระราชาทรงกระทำตามที่พระนางแนะนำ แต่พระนางมาคันทิยาได้เปลี่ยนเอาไก่ที่ตาย
แล้วส่งไปให้ พระนางสามาวดีเห็นว่าเป็นไก่ที่ตายแล้ว และเป็นการแกงเพื่อนำไปถวายพระพุทธเจ้า จึงช่วยกันรีบจัดการแกงไปถวายด้วยความปีติและศรัทธา
พระนางมาคันทิยา รู้สึกดีใจที่เหตุการณ์เป็นไปตามแผน จึงกราบทูลยุยงว่า การกระทำของพระนางสามาวดีไม่น่าไว้วางใจดูประหนึ่งว่าเอาใจออกห่างพระองค์ปันใจให้พระสมณโคดมเวลาใช้ให้แกงมาถวายพระองค์ก็ไม่ทำ แต่พอบอกให้แกงไปถวายพระสมณโคดมกลับทำให้อย่างรีบด่วน
พระเจ้าอุเทน ได้สดับคำของพระนางมาคันทิยา แล้วทรงอดกลั้นนิ่งเฉยไว้อยู่ จนกระทั่งพระนางมาคันทิยา ต้องคิดหาอุบายร้ายด้วยวิธีอื่นต่อไป
ตามปกติ พระเจ้าอุเทนจะเสด็จไปประทับที่ปราสาทของพระมเหสีทั้ง 3 คือ พระนางสามาวดี พระนางวาสุลทัตตา และ พระนางมาคันทิยา ตามวาระแห่งละ ๗ วัน ครั้นอีก 2-3 วัน จะถึงวาระเสด็จไปประทับที่ปราสาทของพระนางสามาวดี พระนางมาคันทิยา ได้วางแผนส่งข่าวไปถึงอา ให้ส่งงูพิษที่ถอนเขี้ยวพิษออกแล้วมาให้พระนางโดยด่วน เมื่อได้มาแล้วจึงใส่งู
เข้าไปในช่องพิณซึ่งพระเจ้าอุเทนทรงเล่นและนำติดพระองค์เป็นประจำแล้วนำช่อดอกไม้ปิดช่องพิณไว้ก่อนที่พระเจ้าอุเทนจะเสด็จไปยังปราสาทของพระนางสามาวดีนั้น พระนางมาคันทิยา ได้ทำทีเป็นกราบทูลทัดทานว่า “ขอพระองค์ อย่าเสด็จไปเลย เพราะว่าเมื่อคืนนี้หม่อมฉันฝันไม่เป็นมงคล เกรงว่าพระองค์จะได้รับอันตราย” เมื่อพระราชาไม่เชื่อคำทัดทานจึงขอติดตามเสด็จไปด้วย ขณะที่พระนางสามาวดีและหญิงบริวารปรนนิบัติพระเจ้าอุเทนอยู่ และทรงวางพิณไว้บนพระแท่นบรรทมนั้น พระนางมาคันทิยา ก็ทำเป็นเดินไปเดินมาใกล้ ๆ บริเวณนั้น เมื่อไม่มีใครสังเกตเห็นจึงดึงช่อดอกไม้ที่ปิดช่องพิณออก และงูที่อดอาหารมาหลายวันได้เลื้อยออกมาพ่นพิษแผ่พังพาน พระเจ้าอุเทนทอดพระเนตรเห็นงูก็ตกพระทัยกลัว จึงด่าตวาดพระนางสามาวดีที่คิดปลงพระชนม์ และตำหนิพระองค์เองที่ไม่เชื่อคำทัดทานของพระนางมาคันทิยา ด้วยเพลิงแห่งความโกรธ พระเจ้าอุเทนจึงสั่งจับพระนางสามาวดีและเหล่าบริวารไปประหาร โดยใช้ลูกธนูอาบยาพิษโดยพระเจ้าอุเทนจะเป็นผู้ลงมือประหารพระนางสามาวดีด้วยพระองค์เอง พระเจ้าอุเทนทรงยกคันธนูประจำพระองค์ขึ้นสายแล้วพาดลูกศรอาบยาพิษโก่งคันธนูเล็ง
เป้าไปที่พระอุระของพระนางสามาวดี ซึ่งประทับอยู่ข้างหน้าแห่งหญิงบริวาร ก่อนที่ลูกศรจะแล่นออกจากคันธนูนั้น พระนางสามาวดีได้ให้โอวาทแก่หญิงบริวารว่า
“แม่หญิงสหายทั้งหลาย ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เธอทั้งหลายจงเจริญเมตตาจิตให้สม่ำเสมอส่งไปให้แก่พระราชา แก่พระเทวีมาคันทิยา และแก่ตนเอง อย่าถือโทษโกรธต่อใคร ๆ เลย”
ครั้นให้โอวาทจบลง หญิงเหล่านั้นก็ปฏิบัติตาม เมื่อพระราชาปล่อยลูกศรออกไป แทนที่ลูกศรจะพุ่งเข้าสู่พระอุระพระนางสามาวดี แต่หวนกลับพุ่งเข้าหาพระอุระของพระองค์เสียอง
จึงสะดุ้งตกพระทัยพลางดำริว่า
“ธรรมดาลูกศรนี้ย่อมแทงทะลุแม้กระทั่งแผ่นหิน บัดนี้ สิ่งที่เป็นวัตถุที่จะกระทบในอากาศก็ไม่มี เหตุใดลูกศรจึงหวนกลับเข้าหาเรา ลูกศรนี้แม้จะไม่มีชีวิตจิตใจ แต่ก็ยังรู้จักคุณของพระนางสามาวดี เราเสียอีกแม้เป็นมนุษย์กลับไม่รู้คุณของพระนาง”
ทันใดนั้น พระเจ้าอุเทนทิ้งคันธนูแล้วประนมหัตถ์ประคองอัญชลี กราบที่พระบาทของพระนางสามาวดี อ้อนวอนให้พระนางยกโทษให้ และขอถึงพระนางเป็นที่พึ่งตลอดไป
พระนางสามาวดีกราบทูลให้พระราชาทรงนึกถึงพระบรมศาสดาเป็นสรณะที่พึ่งเหมือนอย่างที่พระนางกระทำอยู่ ตั้งแต่นั้นมา พระเจ้าอุเทนทรงมีศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา ทรงรักษาศีลฟังธรรมร่วมกับพระนางสามาวดีตามกาลเวลาและโอกาสอันสมควร
เมื่อแผนการทำลายพระนางสามาวดี ที่ทำไปหลายครั้งแล้วนั้น ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ครั้งหลังสุดยังทำให้พระเจ้าอุเทนพระสวามีไปมีศรัทธาเลื่อมใสในพระสมณโคดมอีกด้วย ยิ่งทำให้พระนางมาคันทิยาเพิ่มความโกรธแค้นยิ่งขึ้นแล้วแผนการอันโหดเหี้ยมของพระนางก็เกิดขึ้น
ในวันที่พระเจ้าอุเทนเสด็จประพาสป่า ปราสาทของพระนางสามาวดีถูกล้อมด้วยกำลังพลที่มีจูฬมาคันทิยะเป็นหัวหน้า พระนางสามาวดีเจ้าของปราสาทและเหล่านางกำนัลทั้งห้าร้อยคนถูกต้อนไปขังไว้ภายในห้องโถง ประตูด้านนอกถูกลั่นดาล เสาไม้ทุกต้นถูกพันด้วยผ้าที่ชุบน้ำมันจนชุ่ม ไฟถูกจุดขึ้น เปลวเพลิงได้โลดแล่นลุกลามไปทั่วปราสาทอย่างรวดเร็ว ชายฉกรรจ์ยืนรายล้อมอยู่ด้านนอก ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดที่จะไม่ให้มีผู้ใดเล็ดลอดออกมาได้ ใบหน้าของพวกเขาเฉยเมย แม้ใจจะสั่นสะท้านเมื่อได้ยินเสียงร้องขอชีวิตจากผู้ที่ดิ้นรนอยู่ภายใน ขณะที่ไฟกำลังโหมกระหน่ำด้วยความร้อนสูงสุด และก่อนที่กลุ่มควันจะถาโถมเข้ามามากกว่านี้ พระนางสามาวดีได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่น้อยนิด รวบรวมพละกำลังและลมหายใจกล่าวกับบริวารทั้งหลายว่า ขอให้ทุกคนมีสติ อย่าตื่นตกใจ ให้ทุกคนทำสมาธิภาวนาอย่างพร้อมเพรียงกัน ด้วยการกำหนดเอาทุกขเวทนาแรงกล้าขณะนั้นเป็นอารมณ์ แทนการดิ้นรนผลักไสความตายตรงหน้าซึ่งไม่อาจหนีพ้น ให้มีจิตตั้งมั่นในเวทนา ให้เจริญเมตตาไปยังบุคคลทั่ว ๆ ไปแม้ในพระนางคันทิยา ปริคคหกัมมัฏฐานอย่างมั่นคง สตรีเหล่านั้นทุกคนไม่มีผู้ใดไร้ผลในการทำกาละ(ตาย)เลย บ้างได้เป็นโสดาบัน บ้างได้เป็นสกิทาคามีบ้างได้เป็นอนาคามี ก่อนที่จะถูกไฟเผาผลาญกระทำกาละถึงแก่กรรม ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ด้วยกันทั้งหมด
สำหรับพระนางมาคันทิยา นับแต่วันที่เกิดการสังหารหมู่ พระนางไม่อาจเรียกร้องให้อะไรๆ กลับมาเป็นปกติได้เหมือนดังเก่า ทั้งที่ศัตรูตายไปแล้วแต่พระนางก็ยังไม่มีความสุขอย่างที่วาดหวังเสียที ตลอดทั้งวันจิตใจจะเต็มไปด้วยความหนักหน่วง หวาดผวา ครั้นถึงยามค่ำก็ไม่อาจข่มตาให้หลับได้แม้แต่คืนเดียว พระนางรู้สึกหวาดระแวงผู้คนรอบข้างไม่เลือกหน้า ด้วยรู้ดีว่าในความเงียบสงบของพระเจ้าอุเทนนั้น แฝงอยู่ด้วยความทุกข์ระทมอย่างลึกซึ้งใหญ่หลวง อันเนื่องมาจากที่ทรงสนิทเสน่หาพระนางสามาวดีเป็นอย่างมาก และสิ่งนี้เองที่จะนำมาซึ่งการสืบสาวหาความจริง ในที่สุด..สิ่งที่พระนางมาคันทิยาเฝ้าหวาดกลัวก็บังเกิดขึ้น พระเจ้าอุเทนทรงสืบทราบโดยละเอียด ว่าผู้ใดบ้างที่อยู่เบื้องหลังความตายของพระนางสามาวดีและบริวาร ทรงมีพระดำริว่า ถ้าจะคุกคามถามพระนางมาคันทิยาก็คงจะไม่ยอมรับ จึงออกอุบายตรัสปราศรัยกับอำมาตย์ทั้งหลายว่า
“ท่านทั้งหลาย เมื่อก่อนนี้เราจะลุกจะนั่งจะไปในที่ใด ๆ ก็หวาดระแวงสงสัยกลัวภัยอยู่รอบข้าง ด้วยพระนางสามาวดีคิดประทุษร้ายต่อเราเป็นนิตย์ บัดนี้พระนางตายแล้ว เรารู้สึกสบายใจไม่ต้องหวาดระแวงอีกแล้ว และการกระทำอันนี้ก็คงเป็นการกระทำของคนที่รักและห่วงใยในตัวเรา ปรารถนาดีต่อเราอย่างแน่นอน”
พระนางมาคันทิยา ประทับอยู่ในที่นั้นด้วย เมื่อได้ยินพระดำรัสนั้นแล้วจึงกราบทูลว่า
"ข้าแต่สมมติเทพ ใครอื่นจะกล้ากระทำ การงานนี้เหม่อมฉันได้สั่งให้อาของหม่อมฉันลงมือกระทำเพคะ"
พระราชาจึงตรัสว่า “ขึ้นชื่อว่าบุคคลผู้มีความรักในเรา เสมอกับเจ้านี้ไม่มีอีกแล้ว เราจะให้พรแก่เธอ ขอให้เธอจงเรียกญาติของเธอมารับพรจากเราเถิด”
พระราชาจักพระราชทานสิ่งของรางวัลอันมีค่า แก่บรรดาญาติ ๆ ของพระนางมาคันทิยาผู้มาถึงก่อน แม้คนอื่นพอทราบข่าวก็ติดสินบนขอเป็นญาติกับพระนางคันทิยา มาขอรับรางวัลด้วย
พระราชารับสั่งให้จับบุคคลเหล่านั้นทั้งหมดให้ขุดหลุมฝังแค่สะดือ ใช้ฟางข้าวคลุมปิดข้างบน จุดไฟเผาทั้งเป็นแล้ว ใช้ไถเหล็กไถซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ส่วนพระนางมาคันทิยาผู้เป็นต้นเหตุ พระองค์รับสั่งให้ขุดหลุมฝังแค่สะดือ จากนั้นเฉือนเนื้อของพระนาง นำไปทอดในน้ำมันเดือดแล้วนำมาให้พระนางเสวย
พระนางมาคันทิยาไม่เข้าใจว่า พระสวามีหมดความรักความหลงใหลในตัวของพระนางได้อย่างไร ทำไมจึงทรงกระทำเช่นนี้ต่อพระนางได้ลงคอ พระนางไม่รู้ว่าตนเองผิดมากตรงไหนในเมื่อหญิงที่พระนางสังหารนั้น ไม่ได้มอบความรักความภักดีให้กับพระสวามีเหมือนที่ได้มอบความรักความภักดีทั้งหมดให้กับสมณะโล้นนั่น
ความเจ็บปวดแสนสาหัสกำลังเกิดขึ้นกับร่างกายส่วนบน และมันได้ทวีความรุนแรงจนเกินขีดความสามารถที่มนุษย์ทั่วไปจะทนไหว ความเจ็บแปรเปลี่ยนเป็นความเดือดดาลอย่างบ้าคลั่ง ใจที่ถูกความทุกข์ห่อหุ้มกลืนกินจนมืดมิดนั้น มีสภาพไม่ต่างอะไรกับสัตว์ป่าที่ติดกับดักของนายพราน ยิ่งดิ้นรนขัดขืนด้วยความไม่รู้เท่าไหร่ คมของกับดักยิ่งบาดลึกจิกฝังเข้าไปจนถึงกระดูก เจ็บปวดรวดร้าวจนเจ้าตัวแทบถอดใจที่จะมีชีวิต
ก่อนลมหายใจสุดท้ายจะสิ้นสุด...ภาพของสมณะโล้นได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่สิ่งนี้ไม่อาจจะยังความสุขความสงบเย็นให้เกิดกับพระนางได้แม้เพียงเท่าละอองธุลี มีแต่เพลิงแห่งความคั่งแค้นความอาฆาตพยาบาทจองเวรเท่านั้น และพลังมหาศาลของจิตชนิดนี้ ได้ฉุดกระชากให้พระนางมาคันทิยาต้องดำดิ่งลงสู่อเวจี ตั้งแต่ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหมดไปจากร่าง
ซ้ำขออภัยค่ะ
ประเทศที่ชอบเล่นหวยมากเป็นที่ 1
หนังเพียงเรื่องเดียวในไทย ที่ทำรายได้สูงกว่า 600 ล้านบาท
ไม่ใช่กรุงเทพ? เปิดชื่อ “จังหวัดค่าครองชีพสูงสุดในไทย” ที่หลายคนคาดไม่ถึง
เปิดหน้าต่างผิดเวลา ห้องยิ่งร้อนขึ้น วิธีทำให้เย็นแบบไม่ใช้แอร์ที่หลายคนพลาด
การใช้ชีวิตแปลกๆ พฤติกรรมแปลกๆ คนไทยยุคใหม่
ประเทศหรือเขตปกครองที่ครองแชมป์ "เดินเยอะที่สุด"
ห้างของคนไทยในประเทศจีน ที่มีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่มากที่สุด
เดือดโซเชียล! เขมรอ้างช่วยสร้างเมืองไทย คนไทยสวนกลับแรง “ไม่ได้ทำฟรี อย่าทวงบุญคุณผิดที่”
“ภาพเดียวสะเทือนโซเชียล” แอนเจลีนา โจลี ลงพื้นที่กัมพูชา ชาวเน็ตตั้งคำถาม โครงการช่วยเหลือไปถึงไหนแล้ว?
5 ประเทศที่มี Soft Power ดึงดูดใจคนทั่วโลก ไทยถูกจัดอยู่ลำดับที่เท่าไหร่
คณะหมอลำที่โด่งดังที่สุด ประสบความสำเร็จมากที่สุดในไทย
เจาะเลขเด็ด"อ.ฟ้าใหม่ ใจบุญ" งวดสงกรานต์ลุ้นรวย 16 เม.ย. 69
โรคเบาหวาน ทำไมตัดขา
จีนส่งเรือรบติดขีปนาวุธถึงกัมพูชา ใกล้ไทยแค่ไม่กี่ร้อยกิโล ทร.ย้ำชัด “ไม่กระทบความมั่นคง”
ค่าเน็ตถูกที่สุดในโลก “ไทยติดอันดับไหม?” คำตอบจริงอาจทำให้คุณแปลกใจ
ไม่ได้มีแค่ไทย! เปิดลิสต์ประเทศ ‘กินข้าวเหนียว’ มากที่สุดในโลก อันดับ 1 คนกินทุกวัน
