หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เพราะเหตุใด พระมหาชื่น สุจิตฺโต ( สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ) จึงไม่ลาสิกขาบทจากเพศบรรพชิต


โพสท์โดย ขนมปังขิง

รูปประกอบจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระสังฆราชเจ้า_กรมหลวงวชิรญาณวงศ์#

 

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

พุทธศักราช ๒๔๘๘-๒๕๐๑


 

ห่างหายไปหลายเพลา เพื่อนฝูงในคอลัมน์พบหน้าก็ถามหา "เมื่อไหร่มหานรินทร์จะเขียนอีก" ได้ยินได้ฟังก็ถึงกับยกมือไหว้ ดีอกดีใจที่มีคนสนใจงานของเรา เหมือนแม่ค้าทำอาหารขาย มีลูกค้ามาอุดหนุนมีหรือจะไม่ดีใจ แต่ต้องขอแสดงความเสียใจกับมิตรรักแฟนเพลงทุกท่านที่เข้ามาแล้วเจอแต่ข้อเขียนเก่าๆ หลายท่านอาจจะเบื่อถึงกับเมินหนีไปหาเว๊บอื่น ซึ่งเรื่องนี้ต้องขออภัยอย่างแรง

     ว่ากันตามจริง ผู้เขียนเป็นคนขยันน้อย ความรู้ก็น้อย จะคิดจะเขียนอะไรก็ต้องสาละวนหาที่ไปที่มาให้ชัดเจน กว่าจะได้ข้อมูลครบสุนทรียารมณ์ในการเขียนก็ละลายหายไปแทบหมดแล้ว หลายเรื่องหลายราวหลายข่าวหลายคราวที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนในโลกไซเบอร์สเปซนี้ก็เช่นเดียวกัน บางข่าวนั้นแรกๆ ผู้เขียนคันไม้คันมือจะละเลงกีร์ต้าว่าให้แล้วเชียว แต่ลองนึกตรึกตรองถึงโลกธรรม "ที่ไหนๆ มันก็มีอย่างนี้ เช่นข่าวพระใบ้หวย แล้วเราจะเขียนไปทำไม คนไทยมิใช่คนโง่ เพียงแต่บางทีแกล้งโง่บ้างเท่านั้น" และนั่นจึงทำให้ไม่มีข้อเขียนใหม่ๆ ด้วยเหตุปัจจัยตามที่อ้างมาฉะนี้

     แต่วันนี้ต้องฮึดเขียน เพราะถ้าไม่เขียนก็เห็นจะต้องปิดคอลัมน์หนี มีอย่างที่ไหน สร้างคอลัมน์ขึ้นมาเหมือนมืออาชีพหากิน แต่เขียนผลุบๆ โผล่ๆ อย่างนี้ถ้าไปทำบิสสิเนสลูกค้าอำลาอาลัยไปแบบอมตะนิรันดร์กาลแน่นอน ดังนั้น วันนี้จึงต้องเขียน

      เรื่องที่จะนำเสนอในวันนี้ เป็นชีวประวัติของพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งสำคัญมาก เพราะท่านเป็นถึงระดับ "สมเด็จพระสังฆราชเจ้า" องค์หนึ่งของประเทศไทยในยุครัตนโกสินทร์ และเกร็ดประวัติตอนนี้ผู้เขียนไปเช็คดูในประวัติสมเด็จพระสังฆราชในกรุงรัตนโกสินทร์ทั้ง 19 ท่านแล้ว ปรากฏว่า "ตกหล่นหายไป" ต้องไปหาในข้อเขียนของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเคยบวชพระอยู่กับพระองค์ท่าน จึงได้รู้ที่ไปที่มา และนำเสนอต่อมิตรรักแฟนคอลัมน์ ณ บัดนี้

      สมเด็จพระสังฆราชนั้นเป็นตำแหน่งพระราชาของคณะสงฆ์ไทย ประชาชนคนไทยทั่วไปมีพระเจ้าอยู่หัวเป็นองค์พระประมุขสูงสุด ฉันใด พระสงฆ์ไทยก็มีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นองค์พระประมุขสูงสุด ฉันนั้น ต่างกันนิดหน่อยเพียงแต่ว่า คณะสงฆ์ไทยแยกออกเป็น 2 นิกายใหญ่ๆ คือ มหานิกายและธรรมยุติกนิกายเท่านั้น โดยสมเด็จพระสังฆราชนั้นก็มาจากพระในทั้งสองนิกาย ผลัดเปลี่ยนกันตามบุญวาสนาขึ้นมาดำรงตำแหน่งสังฆบิดร ซึ่งองค์ที่จะนำเสนอในวันนี้พระองค์ท่านมีพระนามว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (มรว.ชื่น สุจิตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร พระองค์ท่านเป็นสมเด็จพระสังฆราชรูปที่ 13 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชเมื่อปี พ.ศ.2488 ถึงปี พ.ศ.2501 จึงสิ้นพระชนม์ ส่วนพระประวัติอื่นใดนั้น ท่านที่สนใจก็กรุณาไปค้นคว้าหาเอาเองเถิด เพราะผู้เขียนมิได้ตั้งใจจะนำเสนอพระประวัติตามที่คนอื่นๆ เขาเขียน จึงขอแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถไขข้อข้องใจให้ถูกใจทุกคนได้

      สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ครั้งยังทรงเป็นเพียง "พระมหาชื่น สุจิตฺโต ประโยค 7" อยู่ในวัดบวรนิเวศวิหารนั้น สมัยนั้นวัดบวรนิเวศวิหารมีเจ้าอาวาสชื่อ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งว่ากันว่ามีพระอุปนิสัย "เฮี๊ยบ" สุดๆ พระมหาชื่นทั้งถูกดุด่าว่ากล่าวประหนึ่งกระท้อนโดนทุบจึงทั้งเหนื่อยทั้งท้อแท้ หนักเข้าก็ถึงกับคิดสึก คิดไม่คิดเปล่า พระมหาชื่นสั่งญาติให้หาเสื้อผ้ากางเกงอันเป็นเครื่องทรงของคฤหัสถ์ไว้พรักพร้อมแล้ว ก็เข้าไปกราบเรียนสมเด็จฯเจ้าอาวาสว่าจะหาฤกษ์สึกในอีกสองวันข้างหน้า สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสก็มิได้ตรัสตอบว่าประการใด ปล่อยให้พระมหาชื่นเดินหน้าไปหาหมอดูเพื่อขอฤกษ์สึก

     ก่อนวันที่พระมหาชื่นจะได้ฤกษ์สึกวันหนึ่ง เป็นเวลาเย็น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จมาที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อทรงนมัสการสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

 

 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕

 

รูปประกอบจาก : https://sites.google.com/site/tertgyhujio/rachkal-thi5

 

     ครั้นเสร็จพระราชธุระในตำหนักสมเด็จพระสังฆราชเจ้าแล้ว ตามปกติก็จะเสด็จกลับ แต่ปรากฏว่าเย็นวันนั้น สมเด็จพระปิยมหาราชหลังจากเสด็จลงจากตำหนักสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก็เสด็จตรงไปยังกุฏิของพระมหาชื่นทันที พระมหาชื่นกำลังชื่นชมอยู่กับเสื้อราชประแตนและกางเกงขาก๊วย เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จตรงมายังกุฏิของตนเองเช่นนั้นก็ใจสั่นทำอะไรไม่ถูก ยิ่ง ร.5 เสด็จประทับยืนอยู่ที่หน้ากุฏิ พระมหาชื่นยิ่งกระวนกระวาย ไม่กล้าทูลเชิญเสด็จเข้าในกุฏิ ได้แต่คว้าผ้าจีวรและสังฆาฏิมาครองให้เป็นปริมณฑลและนั่งพับเพียบอยู่ภายในกุฏิ

     ครั้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงยืนตรัสกับพระมหาชื่นว่า ทราบข่าวว่าคุณจะสึกวันพรุ่งนี้หรือ ?

     พระมหาชื่นก็ถวายพระพรตอบว่า เป็นความจริง ขอถวายพระพร

     สมเด็จพระปิยมหาราชตรัสต่อไปอีกว่า "อันเรื่องสึกเรื่องหานั้นมันเป็นเรื่องธรรมดา พระจะสึก คนจะคลอด ใครจะไปห้ามกระไรได้ แต่ฉันอยากจะบอกให้รู้ว่า คนอย่างคุณนั้นบวชเป็นพระแล้วหายาก แต่ถ้าสึกออกมาเป็นฆราวาสก็จะหาง่าย"

     ตรัสเพียงเท่านี้ก็ทรงยกพระหัตถ์นมัสการลากลับ

    ปรากฏว่าไม่ว่าฤกษ์จะงามยามจะดีอย่างไรในวันพรุ่งนี้ รวมทั้งเสื้อราชประแตนอันแสนจะน่าเสน่หานั้น ถูกยกเลิกหมด พระมหาชื่นรูปนั้น ภายหลังได้รับการสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก รูปที่ 13 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

    ภายหลัง เมื่อมีคนไปทูลถามพระองค์ว่า "เหตุใดจึงตัดพระทัยไม่ยอมสึก" สมเด็จพระสังฆราชชื่นก็ตรัสตอบว่า "เพราะข้าอยากเป็นคนหายากว่ะ"

     พระสงฆ์กับการเมืองนั้นเกี่ยวเนื่องกันมาทุกสมัย ใครเลยจะคิดว่าพระสงฆ์ไทยสมัยนั้นจะเล่นกันรุนแรงพอๆ กับสมัยนี้ สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกพระต่อว่าต่อขานจนไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ พุทธบริษัทนั้นท่านถือคติธรรมที่ว่า "พระด่าคือพระให้พร" แม้จะงอนให้พระอย่างไร นายกฯทักษิณก็ยังต้องทำใจประพฤติตนให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีต่อไป เช่นบัญชีเงินเดือนพระที่ท่านอุตส่าห์ผ่าน ครม.ให้นั้น พระสงฆ์ลดสำนวนด่ารัฐบาลไปหลายดีกรี

     สมัยสมเด็จชื่นเป็นสังฆราชนั้นก็มีปัญหาเหมือนทุกวันนี้แหละ คือว่ามีพระรูปหนึ่งทำหนังสือ "แช่งชักหักกระดูก" ส่งไปถึงเจ้านายพระองค์หนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งในรัฐบาล เจ้านายพระองค์นั้นก็ไม่รู้จะต่อว่าต่อขานให้พระรูปนั้นอย่างไร คิดได้ก็เพียงแต่ว่า "ต้องให้ผู้ปกครองสงฆ์จัดการปัญหาพระนอกรีต" คิดแล้วก็ทรงนำเอาหนังสือฉบับนั้นประกบกับหนังสือร้องทุกข์ของพระองค์ส่งไปถวายสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร

    สมเด็จพระสังฆราช กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เมื่อทรงได้รับคำร้องทุกข์แล้ว จึงทรงมีพระสังฆราชบัญชา เชิญให้เจ้านายพระองค์นั้นเสด็จมายังวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อถามถึงวัตถุประสงค์ที่ทรงร้องเรียนมา โดยทรงถามว่า "ที่ท่านทรงขอมา จะให้จัดการกับพระที่มีหนังสือไปแช่งท่านนั้น ท่านมีประสงค์จะให้อาตมาทำอย่างไร"

    เจ้านายพระองค์นั้นก็ทูลสมเด็จพระสังฆราชว่า "มิได้มีประสงค์จะให้สมเด็จพระสังฆราชลงโทษพระรูปนั้น แต่อยากจะให้พระองค์ทรงตักเตือนมิให้กระทำเยี่ยงนี้อีก"

    สมเด็จพระสังฆราชก็ตรัสตอบว่า "อืม ..การที่ผู้อยู่ในสมณเพศกล่าวคำแช่งชักท่านให้ประสบภัยพิบัติและอัปมงคลต่างๆ นั้น ท่านเชื่อหรือไม่ว่าจะเกิดผลตามที่แช่ง"

    เจ้านายพระองค์นั้นก็ทูลว่า  "ไม่เชื่อ"

     สมเด็จพระสังฆราชชื่นก็ตรัสว่า "ถ้าไม่ทรงเชื่อแล้ว ก็ไม่น่าจะทรงต้องเดือดร้อนอะไร เรื่องก็น่าจะจบเพียงแค่นี้ อย่าให้อาตมาต้องไปว่ากล่าวพระภิกษุรูปนั้นท่านเลย เพราะถ้าอาตมาไปว่ากล่าวท่าน ดีไม่ดีท่านมาแช่งอาตมาเข้าอีก ถ้าเป็นเช่นนั้นอาตมาก็จะลำบาก เพราะว่าผู้มีศีลแช่งนั้นอาตมาเชื่อว่าจะเป็นจริง จึงขอบิณฑบาตว่า อย่าให้อาตมาต้องไปว่ากล่าวตักเตือนท่านเลย นะ เจริญพร"

    ปรากฏว่าเรื่องราวดังกล่าวหายลับเข้ากลีบเมฆไปจนบัดนี้

 

     สมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ (พระอุปัชฌาย์) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ขณะทรงผนวช ในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2499 มีเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่อยากบันทึกไว้ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ คือว่า

    ครั้งหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เสด็จกลับจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากเสด็จไปศึกษาต่อที่นั่น ครั้งนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงได้รับอาราธนาเข้าไปรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

    เหตุการณ์ด้านนอกพระบรมมหาราชวังนั้น ประชาชนล้มหลาม ชวนกันมาชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ปรากฏว่าถูกทหารตำรวจกีดกันไว้ไม่ให้เข้าเฝ้า ทั้งนี้เพราะเกรงจะเกิดเหตุอันไม่พึงปรารถนาเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับในหลวง ร.8 มาแล้ว

   เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้าสู่บริเวณพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และทรงมีพระราชปฏิสันฐานกับพระสงฆ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงมีพระสังฆราชปฏิสันถารต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า

     "...ราษฎรเขามาคอยเฝ้ากันตามถนนหนทางมากมาย เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจไปคอยกันเขาไม่ให้เข้าใกล้ได้แลเห็นพระองค์ เขาเสียใจ เขาเสียใจกันมาก ในเมืองไทยเรานี้ พระเจ้าแผ่นดินกับราษฎรไม่เป็นภัยต่อกันเลย ขอให้ทรงจำไว้ ราษฎรไม่เป็นภัยต่อพระองค์เลย..."

    เผอิญว่า ไมโครโฟนที่อยู่ด้านหน้าของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์นั้น เปิดไว้ก่อนแล้ว เสียงของสมเด็จพระสังฆราชจึงดังไปทั่วบริเวณ ทั้งขณะนั้นยังมีการถ่ายทอดสดออกวิทยุด้วย กว่าเจ้าพนักงานจะเข้าไปปิดไมโครโฟนตัวนั้นลง พระสังฆราชดำรัสก็ถูกบันทึกไว้เรียบร้อยอย่างสมบูรณ์แล้ว

   

 

        นับจากวันนั้น พระเจ้าแผ่นดินกับราษฎรจึงกลับมาใกล้ชิดกันประหนึ่งพ่อกับลูก ดังภาพที่นำเสนอข้างต้นนี้แล้ว

   การเสด็จไปยังกุฏิพระมหาชื่นของในหลวง ร.5 ครั้งนั้น นับเป็นพระอัจฉริยภาพที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
23 มิถุนายน 2549
10
:00 P.M. Pacific Time.

 

ซ้ำขออภัยค่ะ

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ขนมปังขิง's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 2,789 ครั้ง
โพสท์โดย ขนมปังขิง
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
3 นายก ที่มีอิทธิพลที่สุดในไทยต้นไม้ที่ให้ร่มเงามากที่สุด 5 อันดับ5 อาชีพในไทย ที่ เงินเดือนเริ่มต้นสูง แบบงง ๆ บางงานเด็กจบใหม่ก็แตะ 30K+หนังเพียงเรื่องเดียวในไทย ที่ทำรายได้สูงกว่า 600 ล้านบาทจังหวัดที่ “ร้อนที่สุดในไทย” อุณหภูมิพุ่งจนคนอยู่ไม่ไหวคณะหมอลำที่โด่งดังที่สุด ประสบความสำเร็จมากที่สุดในไทย5 ประเทศที่มี Soft Power ดึงดูดใจคนทั่วโลก ไทยถูกจัดอยู่ลำดับที่เท่าไหร่เจาะเลขเด็ด"อ.ฟ้าใหม่ ใจบุญ" งวดสงกรานต์ลุ้นรวย 16 เม.ย. 69ประเทศที่ชอบเล่นหวยมากเป็นที่ 1ไม่ใช่แซลมอน? งานวิจัยพบ “ปลาธรรมดา” ชนิดนี้ อาจมีบทบาทต่อความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ส่องแนวทางรวย! "ลาภลอย" จัดเต็มเลขเด่นชุดใหญ่ งวด 16 เม.ย. 69ทนไม่ไหวแล้วโว๊ย! ม็อบหน้ากระทรวงพลังงาน ชี้น้ำมันแพง ค่าแรงต่ำ กระทบค่าครองชีพ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
แบรนด์ไทย กลายเป็นสัญลักษณ์ความหรูหรา ในลาวนกหายากที่พบได้ที่เดียวบนโลก ในพื้นที่จังหวัดสระบุรีของไทยการทำความสะอาดบ้านสำหรับสายขี้เกียจไปฮ่องกงต้องรู้… แค่ “พกบุหรี่ไฟฟ้า” ก็อาจโดนโทษหนักโดยไม่รู้ตัว
ตั้งกระทู้ใหม่