หรือว่าช่างทำรองเท้ายุคโรมัน อาจเป็นผู้ประดิษฐ์ “ดิลโด” อายุ 2,000 ปี
ช่างทำรองเท้ายุคโรมัน อาจเป็นผู้ประดิษฐ์ “ดิลโด” อายุ 2,000 ปี
ดิลโดยุคโรมันโบราณที่ทำจากไม้ มีอายุเก่าแก่ราว 2,000 ปี
ข่าวในแวดวงโบราณคดีซึ่งเป็นที่ฮือฮากันเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่การตีความใหม่เรื่องประโยชน์ใช้สอยของโบราณวัตถุคล้ายปลัดขิกที่เรียกว่า “ลึงก์แห่งวินโดลันดา” (Vindolanda phallus) โดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลของสหราชอาณาจักรชี้ว่า แท้จริงแล้วมันเป็น “ดิลโด” หรือเซ็กซ์ทอยชนิดหนึ่ง ไม่ใช่อุปกรณ์ปะชุนผ้าอย่างที่เคยเข้าใจกันมา
ลึงก์แห่งวินโดลันดานั้นถูกค้นพบเมื่อปี 1992 ในคูน้ำของซากโบราณสถานป้อมวินโดลันดา ซึ่งตั้งอยู่ที่มณฑลนอร์ทัมเบอร์แลนด์ทางตอนเหนือของอังกฤษ ถือเป็นโบราณวัตถุจากยุคโรมันที่ใช้วิธีเกลาท่อนไม้เป็นรูปทรงองคชาตขนาดเท่าของจริง ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียงชิ้นเดียวในโลก
ซากโบราณสถานป้อมวินโดลันดาทางตอนเหนือของอังกฤษ
แต่เราจะพบซากของอุปกรณ์เหล่านี้ได้ เฉพาะตามสถานที่ซึ่งมีสภาพอากาศแห้งแล้งหรือไม่ก็มีความชื้นสูงผิดปกติ ซึ่งในกรณีของลึงก์แห่งวินโดลันดานั้น ความเปียกชื้นในระดับสูงได้รักษาเนื้อไม้แอช (Ash wood) ที่ถูกเกลาด้วยช่างฝีมือเยี่ยมเอาไว้ได้ในสภาพสมบูรณ์ เพียงแต่ขนาดของมันในปัจจุบันที่ยาวประมาณ 16 เซนติเมตรนั้น อาจเล็กลงกว่าในอดีตเนื่องจากการหดตัวของเนื้อไม้ที่มักเปลี่ยนแปลงรูปทรงไปตามกาลเวลา
องคชาตในยุคโรมันโบราณนั้น นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ทางเพศเช่นใช้เป็นเครื่องหมายชี้บอกทางไปซ่องโสเภณีแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของการมีโชคดี พลังปกป้องคุ้มครองจากภยันตราย รวมทั้งเป็นเครื่องรางที่ขจัดปัดเป่าเคราะห์ร้ายให้ผ่านพ้นไป อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์รูปองคชาตในยุคโรมันถูกใช้เป็นเครื่องมือในชีวิตประจำวันด้วย อย่างเช่นสากที่เป็นเครื่องครัวใช้ตำอาหารในครกให้แหลกละเอียด
ลึงก์แห่งวินโดลันดานั้นถูกพบในคูน้ำโบราณ โดยปะปนอยู่กับซากของใช้อย่างรองเท้า เสื้อผ้า เครื่องประดับ เศษหนังที่ถูกตัดเป็นชิ้น ๆ รวมทั้งเขากวางแกะสลัก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าร้านช่างทำรองเท้าและเครื่องหนังในยุคนั้น น่าจะรับงานแกะสลักเพื่อผลิตดิลโดไม้ตามคำสั่งซื้อหรือออเดอร์จากลูกค้าด้วย
เครื่องรางขนาดจิ๋วรูปองคชาต พบที่โบราณสถานยุคโรมันแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักร
อันที่จริงแล้ว ความเชื่อเรื่องที่ว่าขนาดเท้าของบุรุษจะยาวเทียบเท่าได้กับเจ้าโลกของคนผู้นั้น มีมาตั้งแต่โบราณกาล โดยบันทึกของกวีชาวโรมันโบราณชื่อว่า “เฮโรดัส” (Herodas) ได้บรรยายถึงเรื่องราวของหญิงสองคนชื่อคอริตโตและเมโทรซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกัน เมโทรได้เอ่ยถามคอริตโตถึงดิลโดหนังสีม่วงอันใหม่ของเธอว่าซื้อมาจากไหน เพราะเธอเองเห็นแล้วก็รู้สึกชอบและอยากได้บ้าง คอริตโตจึงตอบไปว่าเธอสั่งให้ช่างทำรองเท้าในท้องถิ่นชื่อเซอร์ดอนทำให้โดยเฉพาะ
บันทึกของกวีเฮโรดัสยังบรรยายต่อไปว่า เมโทรได้ไปหาเซอร์ดอนแล้วสั่งให้เขา “ทำความฝันของเธอให้เป็นจริง” ซึ่งเซอร์ดอนก็ได้บริการลูกค้าอย่างดี โดยให้เมโทรได้ชมแคตตาล็อกสินค้าที่อ้างว่าเป็น “รองเท้า” หลากหลายขนาดและรูปทรง จนเธอสามารถเลือกของใช้ในฝันได้ตรงกับความต้องการในที่สุด
ร้านทำรองเท้าที่รับงานหลากหลายอย่างร้านของเซอร์ดอนนั้น น่าจะมีอยู่หลายแห่งในชุมชนโรมันโบราณทางตอนเหนือของอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันการขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณดังกล่าว อย่างเช่นที่ป้อมวินโดลันดายังคงดำเนินต่อไป โดยคาดว่าจะค้นพบขุมทรัพย์ทางโบราณคดีจากยุคโรมันอีกเป็นจำนวนมาก
อ้างอิงจาก: topmanman.blogspot,YouTube
เขียนโดย Man
เมืองที่เงินเดือนน้อยแต่อยู่สบายที่สุดในประเทศไทย
สลัมลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
6 ประเทศที่ไม่มีกลางวัน
คณะที่เรียนจบยากที่สุดในประเทศไทย
จังหวัดที่คนอยากย้ายออกมากที่สุด” คือจังหวัดไหน?
มหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณมากที่สุดในประเทศไทย
ก่อนเปลี่ยนรถ ลองดูค่าใช้จ่าย 3 ปี EV ไฮบริด น้ำมัน แบบไหนคุ้มกว่า
รูเล็กบนฝาแก้วกาแฟมีไว้ทำอะไร ทำไมไม่ควรปิดตอนจิบ
วิเคราะห์เลขเด่น แม่น้ำหนึ่ง 16/5/69
เขื่อนดินที่มีความยาวสันเขื่อนมากที่สุดในประเทศไทย
อำเภอในประเทศไทยที่ยังไม่มีร้าน 7-Eleven เปิดให้บริการ
เลขเด็ดเสือตกถังพลังเงินดี งวด 16 พฤษภาคม 2569 เลขเด่น 4 ถูกพูดถึง
จังหวัดล่าสุดของประเทศไทยที่ถูกยุบเลิก (ในทางประวัติศาสตร์)
จังหวัดที่คนทำงานเริ่มย้ายออก
ข้าราชการที่กู้ยืมเงินมากที่สุดในไทย
ซื้อทองแบบไหนดี? ระหว่าง “ทองตู้แดง” กับ “ทองในแอป” ทำไมคนรุ่นใหม่ยอมเชื่อระบบดิจิทัลมากกว่าการถือทองไว้กับมือตัวเอง
เผยที่มา "สบู่" ก้อนแรกในประเทศไทย..มันมาจากไหน ?
ไม่น่าเชื่อว่ามีจริง! เมืองที่ฝนไม่ตกเป็นสิบปี แต่คนยังอยู่รอด
เปิดประวัติ "ไข่พะโล้" จาก "พะล่อ" จีนตอนใต้ สู่เมนูโปรดรสไทยแท้ที่ครองใจคนทั้งประเทศ
มุสลิมในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่มาจากไหน?
ประเพณีทำบุญข้าวเหนียวเหลืองไก่ย่าง ความเชื่อที่หยั่งรากลึกอยู่ในกลุ่มชุมชนชาวไทยมุสลิม
ขนมกะหรี่ปั๊บ (Curry Puff) และเรื่องราวต้นกำเนิดข้ามทวีป

